Daily Archives: พฤษภาคม 4, 2013

ดูตาม้าตาเรือ

    images

      ความหมาย พูดหรือทำอะไรก็ตาม ให้ระมัดระวังพินิจพิเคราะห์ ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า ข้างหลังบ้าง ไม่ให้ซุ่มซ่าม
      ความเป็นมา มาจากการเล่นหมากรุก ซึ่งมีตัวหมากเรียกว่า “ม้า” และ “เรือ” ม้าเดินตามเฉียงทะแยงซึ่งทำให้สังเกตยาก ส่วนเรือเดินตายาวไปได้สุดกระดานเวลาเดินหมากอาจจะเผลอ ไม่ทันสังเกตตาที่ม้าอีกฝ่ายหนึ่งเดิน หรือไม่ทันเห็นเรืออีกฝ่ายหนึ่งที่อยู่ไกล เดินหมากไปถูกตาที่ม้าหรือเรือฝ่ายตรงข้ามสกัดอยู่ ก็ต้องเสียตัวหมากของตนไปให้คุ่แข่ง การดูหมากต้อง “ดูตาม้าตาเรือ” ของฝ่ายตรงข้าม เลยนำสำนวนนี้มาพูดกันเมื่อเวลาจะพูดหรือทำอะไรก็ตาม ให้ระมัดระวังพินิจพิเคราะห์ ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า ข้างหลังบ้าง ไม่ให้ซุ่มซ่าม

ตีวัวกระทบคราด

    %E0%

       ความหมาย แสร้งพูดหรือทำกับสิ่งหนึ่งให้กระทบกระเทือนไปถึงอีกสิ่งหนึ่ง
    ความเป็นมา สำนวนนี้เอาคราดกับวัวมาเปรียบกับคราดคือ เครื่องสำหรับกวาดลากมูลหญ้ามูลฝอย ฯลฯ ตามพื้นดินในนา ทำด้วยไม้เป็นซี่ ๆ มีคันยาวใช้วัวลาก เวลาคราดตีวัว วัวก็ลากคราดไป ที่มาพูด “ตีวัวกระทบคราด” ก็คงเนื่องจากความสำคัญอยู่ที่คราด ประสงค์จะให้คราดทำงานแต่ทำอะไร คราดไม่ได้ก็หันมาทำกับวัว วัวต้องรับบาป ถูกตีจึงพูดว่า “ตีวัวกระทบคราด” เลยเอามาเป็นสำนวนหมายถึง ต้องการจะทำอะไรกับสิ่งหนึ่ง แต่ทำสิ่งนั้นไม่ได้ ก็หาทางไปทำกับสิ่งอื่น ให้มีผลกระเทือนถึงสิ่งที่ต้องการจะทำนั้น
ตัวอย่าง
“…น้อยเอยน้อยหรือ                           สนุกมือทำไมกับข้าวของ
ถ้อยโถทุบประแทรกแตกเป็นกอง       หยาบคายร้ายแรงเต็มประภา
ราคาค่างวดสักกี่เบี้ย                           ต่อยเสียอีกเถิดพี่ไม่ว่า
หน่อยหนึ่งก็ตะเภจะเข้ามา                  คอยซื้อหาเอาใหม่อย่าทุกข์ร้อน
ไม่พอที่ตีวัวกระทบคราด                     สัญชาติกระต่ายแก่แม่ปลาช่อน”
.                                                                                  คาวี พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2

ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

    S05

       ความหมาย ทำอะไรต้องเสียทรัพย์แล้ว ไม่ได้ทรัพย์คุ้มกับที่ต้องเสียไป เช่น ทำงานมงคลอย่างใดอย่างหนึ่ง จัดเป็นงานหลายวันต้องหมดเปลืองมาก สำนวนที่ใช้หมายความอีกทางว่า ใช้จ่ายทรัพย์ในทางที่ไม่เกิดประโยชน์ก็ได้
       ความเป็นมา ตำน้ำพริกเป็นเรื่องสำหรับสำหรับที่จะปรุงแกงทำเป็นอาหาร น้ำที่จะใช้ละลายก็ต้องเป็นไปตามส่วนของน้ำพริก จึงจะได้รสชาติดี แต่ถ้าตำน้ำพริกไปละลายในแม่น้ำก็เสียพริกเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ แล้วน้ำพริกจำนวนเพียงเล็กน้อย ส่วนแม่น้ำกว้างใหญ่ เอาลงไปละลายก็กระจายสูญหายไปสิ้น ไม่ทำให้น้ำในแม่น้ำเกิดอะไรผิดแปลกมาเลย
ตัวอย่าง
“…ตำพริกขยิกขยี้       ฝีมือ
พริกป่นคนคิดถือ         ครกได้
ละลายลงทะเลฤา       รสจัก เผ็ดนา
ดั่งคนใจกว้างให้         ทรัพย์น้อยละลายสูญ”
.                                                         โครงสุภาษิต

ควักกระเป๋า

       ความหมาย ต้องเสียเงิน ต้องจ่ายเงินจะเป็นเงินจากกระเป๋าเราเอง หรือจากกระเป๋าคนอื่นก็ได้ ไว้ได้ทั้งสองทาง
       ความเป็นมา การหยิบเงินออกจากประเป๋า
ตัวอย่าง
       “การใช้ฝรั่งจึงเป็นการสะดวก เพราะใช่แต่ว่าเขาได้ช่วยให้เราไม่ต้องทำงานด้วยกำลัง ทั้งเขายังได้ปลดเปลื้องความลำบากของเราในการที่ต้องคิดอีกด้วย เราเป็นแต่ควักกระเป๋าฝรั่งเขาจัดการเสร็จ”  จากโคลงติดล้อของอัศวพาหุ
       “ วิธีที่จะเรี่ยไรให้ได้เงินมากต้องให้ออกกันตามมีตามจน ซึ่งแปลว่าจะควักกระเป๋าคนมั่งมีได้ และยกเว้นไม่ต้องควักกระเป๋าคนจน”  จากเรื่องที่เสียของครูเทพ

เต่าใหญ่ไข่กลบ

       11313816862364

       ความหมาย ทำอะไรที่เป็นพิรุธแล้วพยายามกลบเคลื่อนไม่ให้คนอื่นรู้
       ความเป็นมา สำนวนนี้เอาแต่มาเปรียบ คือเต่าใหญ่ เช่น เต่าตัวที่อยู่ในทะเลเวลาจะไข่ก็คลานขึ้นมาที่หาดทราย คุ้ยทรายให้เป็นหลุมแล้วไข่ ไข่สุดแล้วมักเขี่ยทรายกลบไข่ แล้วเอาอกของมันถูไถทราย ปราบให้เรียบเหมือนทรายเดิมเป็นการป้องกัน ไม่ให้ใครไปทำอันตรายไข่ของมัน

ตัวอย่าง
“…ถ้าใจดีจริงไม่ชิงผัว       ก็จะทูลบิดผันไม่พันพัว
นี่ออกสั่นรัวรีบรับเอา          เต่าใหญ่ไข่กลบแม่เจ้าเอ๋ย
ใครเลยเขาจะไม่รู้เท่า         เขาว่าถูกใจดำทำหน้าเง้า”
บทละครรามเกียรติ์ของกรมพระราชวังบวร

ตีปลาหน้าไซ

     ความหมาย มีความหมายไปในทางว่า วางไซดักปลาไว้ปลากินมาอยู่หน้าไซ แล้วมาชิงช้อนเอาไปเสียก่อน เท่ากับว่าฉวยโอกาส เอาแต่ประโยชน์ของตนเป็นหลัก ทำอะไรเสียหายไม่คำนึงถึง เปรียบเหมือนอย่างจะจับปลา ก็ต้องลงทุนลงแรงทำไซ แต่ตนไม่ทำแล้วยังไปชิงช้อนปลาหน้าไซของคนอื่นที่เขาทำไซ
    ความเป็นมา ตีปลาหน้าไซมีปรากฏอยู่ในหนังสือมหาชาติ หรือ เวสสันดรชาดก ที่มีมาตั้งแต่ แผ่นดิน พระพรมไตรโลกนาถ แต่น่าแปลกที่ในตัวบาลี ที่ตรงกับตีปลาหน้าไซซึ่งไม่ทราบแน่ว่าจะเป็นสำนวนของชาติไทย หรือชาติอินเดีย สำนวนนี้มีในกัณฑ์ กุมารตอนพระเวสสันดร ให้ทานสองกุมาร แต่ชูชก แล้วชูชกตีสองกุมาร” เช่นกาพย์กุมารมรรพครั้งกระศรีอยุธยาว่า โอ้แสนสงสารพระลูกเอย กระไรเลยอนาถา ทั้งพราหมณ์เฒ่าก็ไม่เมตตา ตีกระหน่ำ นี่เนื้อแกล้งไห้เราชอกซ้ำแตกฉานในมกุฎทานบารมี เหมือนรายชาติเสื่อมศรีฤษยา มาตีกั้นสกัดปลาที่หน้าไซ บรรดาจะได้พระโพธิญาณ

ตัวอย่างจากวรรณคดีไทย เรื่อง เสภาขุนช้างขุนแผน

“…ข้านอนกับขุนช้างก็คืออยู่
แต่ได้สู่รบกันเป็นหนา
เสียตัวใช่ชั่วจะตื่นตา
เพราะพรายเขาเข้ามาสกดไว้
ถ้าผัวเมตตามาปกป้อง
วันทองฤาใครจะทำได้
เจ้าลอยช้อนเอาปลาที่หน้าไซ
เพราะใจของเจ้าไม่เมตตา
ขึ้นช้างไปกับนางสาวทองน้อย
ข้านี้ตั้งตาคอยละห้อยหา
หม่อมเมียเหนี่ยวไว้มิให้มา
แค่นจะมีหน้าว่าไม่สมคำ…”

ไกลปืนเที่ยง

canhão+1

       “ปืนเที่ยง” คือ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ในรัชกาลที่ ๕ เริ่มยิงปืนใหญ่ในเวลา ๑๒:๐๐ นาฬิกา ในพระนคร เพื่อให้รู้ว่าเป็นเวลาเที่ยงวัน คนในพระนครได้ยิน แต่คนอยู่ไกลออกไปไม่ได้ยิน ซึ่งสมัยก่อนเขาจัดลำดับชั้นพวกขุนนางก็จะอยู่บริเวณรอบ ๆ พระนคร และพวกต่างชาติก็จะอยู่ออกมารอบนอก เช่นเยาวราชก็พวกคนจีนอยู่ บ้านแขก (แถววงเวียนใหญ่) ก็พวกแขกอยู่ เป็นการกำหนดรัศมีทำให้เกิดสำนวน “ไกลปืนเที่ยง”

      “ไกลปืนเที่ยง” จึงเป็นสำนวนที่กล่าวถึงพวกไม่ค่อยทราบหรือรับรู้เรื่องราวต่าง ๆจึงเกิดเป็นสำนวนพูด หมายไปถึงข่าวคราวต่าง ๆ ที่เกิดในพระนครคนอยู่ไกลไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่รู้ เลยว่า “อยู่ไกลปืนเที่ยง” และหมายเลยไปถึงว่า “เป็นคนบ้านนอกคอกนา” ด้วย พจนานุกรม ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ว. ไม่รู้อะไรเพราะอยู่ห่างไกลความเจริญ.”

อิทธฤทธิ์เพลงปี่พระอภัยฯ

       บันทึกเรื่อง ในเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ พระอภัยมณีเป่าปี่กี่ครั้ง การเป่าปี่ในเรื่องพระอภัยมณี ตามที่ปรากฏในสารบัญมี ๙ ครั้ง แต่เมื่อศึกษารายละเอียดในการเป่าปี่ตลอดทั้งเรื่องมีทั้งหมด ๑๓ ครั้ง เป็นพระอภัยมณีเป่าปี่ ๑๒ ครั้ง และ สินสมุทร เป่าปี่ ๑ ครั้ง

21-6388

       การเป่าปี่ครั้งที่ ๑ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๑ อยู่ในตอนที่ ๑ พระอภัยมณีกับศรีสุวรรณเรียนวิชา เล่ม ๑ หน้า ๑๐ พระอภัยมณีเป่าปี่ให้พราหมณ์สามนายฟั

       การเป่าปี่ครั้งที่ ๒ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของสินสมุทร ซึ่งเป็นบุตรพระอภัยมณี มีเพียงครั้งเดียวอยู่ในตอนที่ ๑๒ พระอภัยมณีกับศรีสุวรรณเรียนวิชา เล่ม ๒ หน้า ๑๓๙ พระอภัยมณีพบนางสุวรรณมาลี สินสมุทรเป่าปี่ให้ท้าวสิงหลฟัง

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๓ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๒ อยู่ในตอนที่ ๑๔ พระอภัยมณีเรือแตก เล่ม ๑ หน้า ๑๖๐ พระอภัยมณีเป่าปี่ นางผีเสื้อขาดใจตาย

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๔ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๓ อยู่ในตอนที่ ๑๗ พระอภัยมณีตีเมืองผลึก เล่ม ๑ หน้า ๓๕๑ – ๓๕๒ พระอภัยมณีเป่าปี่จับเจ้าละมานซึ่งมาตีเมืองผลึก

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๕ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๔ อยู่ในตอนที่ ๓๐ พระอภัยมณีตีเมืองใหม่ เล่ม ๑ หน้า ๔๑๗ – ๔๑๘ พระอภัยมณีเป่าปี่ห้ามทัพ

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๖,๗,และ ๘ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๕ ๖, และ ๗อยู่ใน ตอนที่ ๓๑ พระอภัยมณีเป่าปี่เรียกนางละเวง เล่ม ๑ หน้า ๔๒๓ พระอภัยมณีเป่าปี่เป่าปี่เรียกนางละเวง รวมเป่าปี่ทั้งหมด ๓ ครั้ง ในการเรียกนางละเวง

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๙ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๘ อยู่ในตอนที่ ๓๑ พระอภัยมณีเป่าปี่ปลุกทัพ เล่ม ๑ หน้า ๔๒๔ – ๔๒๕ พระอภัยมณีเป่าปี่ปลุกทัพ

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๑๐ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๙ อยู่ในตอนที่ ๓๕ พระอภัยมณีติดท้ายรถ เล่ม ๑ หน้า ๔๙๘ พระอภัยมณีเป่าปี่เพราะหลงอุบายนางยุพาผกาหลอกให้เป่าปี่สะกดทัพของตนเอง

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๑๑ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๑๐ อยู่ในตอนที่ ๔๔ กษัตริย์สามัคคี เล่ม ๒ หน้า ๑๗๐ พระอภัยมณีเป่าปี่เรียกนางละเวงและกองทัพทั้งหมด

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๑๒ ของเรื่องพระอภัยมณีเป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่๑๑อยู่ในตอนที่ ๖๑ สังฆราชบาทหลวงเผาเมืองลงกาเล่ม๒หน้า๔๕๖ พระอภัยมณีเป่าปี่จับวลายุดาวายุพัฒน์หัสกันได้

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๑๓ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๑๑อยู่ในตอนที่ ๖๑ พระอภัยมณีเยี่ยมศพนางมณฑา(เมืองผลึก)เล่ม๓หน้า๖๕ พระอภัยมณีเป่าปี่ห้ามปลามิให้หนุนเรือ

อ้างอิง : บันทึกเรื่อง ในเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ พระอภัยมณีเป่าปี่กี่ครั้ง ของนางสาว กัญจนณัฐ ปัญญาลิขิตกุล

กริยา กับ กิริยา

       จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่พิสูจน์อักษรงานเขียนต่าง ๆ มา พบว่า มีคำอยู่ ๒ คำที่มักใช้สลับกันอยู่เสมอ คือ คำว่า กริยา กับ กิริยา สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ผู้เขียนสันนิษฐานว่า คงเป็นเพราะ คำว่า กริยา กับ กิริยา เป็นคำที่มีรูปเขียนใกล้เคียงกันและออกเสียง ใกล้เคียงกัน จึงทำให้ผู้ใช้ภาษาเข้าใจว่า ๒ คำดังกล่าวสามารถใช้แทนกันได้เหมือนคำว่า ภรรยา กับ ภริยา หรือคำว่า ปกติ กับ ปรกติ ด้วยเหตุนี้ เพื่อมิให้ผู้อ่านสับสนเมื่อจะนำคำว่า กริยา กับ กิริยา ไปใช้ ผู้เขียนจึงขออธิบายผ่านคอลัมน์ “องค์ความรู้ภาษาไทยโดยราชบัณฑิตยสถาน” เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องตรงความ ดังนี้

      คำว่า กริยา หมายถึง คำที่แสดงอาการของนามหรือสรรพนาม อ่านได้ ๒ แบบ คือ กฺริ-ยา และ กะ-ริ-ยา มาจากคำว่า กฺริยา ในภาษาสันสกฤต เป็น คำที่ใช้ในไวยากรณ์ แบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น กริยานุเคราะห์ หรือ กริยาช่วย หมายถึง กริยาที่ใช้ช่วยกริยาอื่น เช่น คง จะ ถูก น่า กริยาวิเศษณ์ หมายถึง คำวิเศษณ์ใช้ประกอบคำกริยาหรือคำวิเศษณ์ด้วยกันให้มีความแปลกออกไป

      ส่วนคำว่า กิริยา นั้น แม้จะมีรูปเขียนและการออกเสียงที่ใกล้เคียงกัน แต่ใช้ในความหมายที่ต่างกัน โดยหมายถึง การกระทำ; อาการที่แสดงออกมาด้วยกาย, มารยาท มาจากคำว่า กิริยา ในภาษาบาลี มักพบใช้ในคำว่า มีกิริยา หมายถึง มีกิริยาดี อากัปกิริยา หมายถึง กิริยาท่าทาง กิริยามารยาท หมายถึง กิริยาวาจาที่ถือว่าสุภาพเรียบร้อยถูกกาลเทศะ เป็นต้น

      จากที่อธิบายมาข้างต้น จึงสรุปได้ว่า คำว่า กริยา กับ กิริยา เป็นคำที่ใช้ในความหมายต่างกัน ไม่สามารถใช้แทนกันได้ โดยคำว่า กริยา ใช้ในไวยากรณ์ และคำว่า กิริยา ใช้ในการกระทำหรืออาการที่แสดงออกมาด้วยกายเท่านั้น สำหรับผู้ที่มีปัญหาข้อข้องใจในการใช้ภาษาไทยติดต่อได้ที่ราชบัณฑิตยสถานโทร.0-2356-0466-70หรือทางอินเทอร์เน็ตที่่ http://www.royin.go.th

 


ทีฆายุโก – ฑีฆายุโก

       เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ไม่ว่าจะเป็น ๕ ธันวาคม หรือ ๑๒ สิงหาคม ก็ตาม เราจะพบป้ายหรือข้อความถวายชัยมงคลว่า “ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา” หรือ “ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี” ตามสถานที่ราชการ หรือ ในหนังสือพิมพ์ ตลอดจนวารสารรายสัปดาห์ รายปักษ์ หรือรายเดือนอยู่ทั่วไป เขียนกันถูกบ้าง ผิดบ้าง แม้จะได้เคยแนะนำทั้งทางวิทยุและข้อเขียนต่าง ๆ อยู่เสมอแล้ว แต่ก็ยังคงมีการเขียนหรือพิมพ์ผิด ๆ อยู่ตลอดมาทุกปี นั่นคือคำว่า “ทีฆายุโก” หรือ “ทีฆายุกา” ซึ่งจะต้องใช้ ท (ทหาร) นั้น บางทีก็ใช้ ฑ (นางมณโฑ) อยู่บ่อย ๆ และ ณ สถานที่ราชการซึ่งมีผู้มีความรู้ด้านบาลี ถึงเปรียญ ๙ ประโยคอยู่มากกว่าหน่วยราชการอื่น ๆ คือ กระทรวงกลาโหม ก็ยังปล่อยให้เขียนผิด ๆ ออกมา ถ้าท่านเดินผ่านหรือนั่งรถผ่านหน้ากระทรวงกลาโหม และสังเกตดูข้อความถวายชัยมงคลตัวขนาดใหญ่ ชั้นบนของอาคารด้านหน้า ปรากฏว่าเป็น “ฑีฆายุโก โหตุ มหาราชา” ท (ทหาร) ที่คำว่า “ทีฆายุโก) กลายเป็น ฑ (นางมณโฑ) ไป

      คำว่า “ทีฆายุโก” เป็นภาษาบาลี ใช้ ท ทหาร แปลว่า “มีอายุยืน” เมื่อรวมข้อความที่ว่า “ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา” ตามอักษรก็แปลว่า “ขอพระมหาราชจงทรงมีพระชนมายุยั่งยืนนาน” และ “ทีฆายุกา” สำหรับพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถนั้น ก็เป็นการเปลี่ยนรูปตามไวยากรณ์ เพราะ คำว่า “มหาราชา” เป็นปุงลิงค์ คือเพศชาย จึงต้องใช้ “ทีฆายุโก” ส่วน “มหาราชินี” เป็น อิตถีลิงค์ คือ เพศหญิง จึงใช้ “ทีฆายุกา” 

      เหตุที่บางคนเขียนเป็น ฑ นางมณโฑนั้น คงเป็นเพราะตัว ฑ อยู่ใกล้กับ ฆ (ระฆัง) ซึ่งมีหัวหยัก เลยทำให้ ท (ทหาร) มีหัวหยัก เลยกลายเป็น ฑ (นาง มณโฑ) ตามไปด้วย 

      คำในภาษาไทยที่มาจากภาษาบาลีที่เดิมเป็น ท (ทหาร) แล้วมีผู้เขียนเป็น ฑ (นางมณโฑ) ในสมัยก่อน ๆ นั้นมีอยู่หลายคำ เช่นคำว่า “ทูต” ซึ่งเป็นภาษาบาลี ใช้ ท (ทหาร) ก็มีพบอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะในหนังสือเก่าเขียนเป็น “ฑูต” โดยใช้ ฑ (นางมณโฑ) หรือคำว่า “มนเทียรบาล” หนังสือเก่า ๆ เช่นในเรื่อง “กฎมณเฑียรบาล” ก็ดี หรือ “หมู่พระราชมณเฑียร” ก็ดี ที่คำว่า “มณเฑียร” ก็ใช้ ฑ (นางมณโฑ) แต่พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้เขียนเป็น “มนเทียร” ใช้ ท (ทหาร) เพราะคำนี้มาจากคำบาลีว่า “มนฺทิร” ซึ่งแปลว่า “เรือน” เมื่อแผลง อิ เป็น เอีย คำว่า “มนฺทิร” จึงกลายเป็น “มนเทียร” ทำนองเดียวกับแผลงคำว่า “วชิร” เป็น “วิเชียร” หรือ “พาหิร” เป็น “พาเหียร” และ “ปกีรณกะ” เป็น “ปเกียรณกะ” ฉะนั้น 

      ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้เขียนคำว่า “ทีฆายุโก” ให้ถูกต้องหน่อย ในฐานะที่เราเป็นประชาชนที่มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงไม่ควรที่จะใช้ข้อความใด ๆ ที่เกี่ยวกับพระองค์ท่านให้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ผู้หลักผู้ใหญ่ในหน่วยราชการต่าง ๆ ควรจะได้เอาใจใส่ดูแล และสอดส่องให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่ผู้น้อยหรือผู้เขียนจะทำอย่างไรหรือเขียนอย่างไร ก็ปล่อยเลยตามเลย ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าทางกระทรวงกลาโหมพอจะมีเวลาก็ควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ก่อนจะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๓๖ 

      นอกจากนั้น ตามหนังสือพิมพ์รายวันแทบทุกฉบับ ก็มีทั้งคำว่า “ทีฆายุโก” (ท ทหาร) และ “ฑีฆายุโก” (ฑ นางมณโฑ) ปะปนกันอยู่ในฉบับเดียวกัน ควรจะได้ระมัดระวังให้มาก ความจริงก็มิได้ทำให้ความหมายเสียไป แต่ไม่ถูกต้องตามหลักภาษาเท่านั้นเอง เพราะคำว่า “ฑีฆ” (ฑ นางมณโฑ) ในภาษาบาลีหรือสันสกฤตที่แปลว่า “ยาว” นั้นไม่มี มีแต่ “ทีฆ” (ท ทหาร) เท่านั้น ความจริงเรื่องนี้ก็ได้พูดกันมาทุกปี แต่การเขียนก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ยังมีที่ผิด ๆ ให้เห็นอยู่เสมอ แม้จะน้อยลงบ้างก็ตาม ยิ่งคำว่า “ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี” ด้วยแล้ว บางทีก็เขียนเป็น “ทีฆายุโก โหตุ มหาราชินี” และบางทีที่คำว่า “ทีฆายุโก” ใช้ ฑ (นางมณโฑ) หรือ ฑ หัวหยักก็มี แต่ในปัจจุบันการเขียนถูกต้องเกือบ ๑๐๐% แล้ว เพียงแต่คำว่า “ทีฆายุโก” และ “ทีฆายุกา” บางทียังใช้ ฑ (นางมณโฑ) แทน ท (ทหาร) อยู่บ้างเท่านั้น จึงขอร้องให้ช่วยกันระมัดระวังและเขียนให้ถูกต้องหน่อย อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือไม่สำคัญเลย. 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.