Monthly Archives: พฤษภาคม 2013

คะ – ค่ะ

ผู้เขียนพบเห็นการใช้คำว่า “คะ – ค่ะ” ผิดบ่อยมากในหมู่สังคมออนไลน์ ซึ่งคำเหล่านี้ถ้ามองผิวเผินไม่ได้คิดอะไรก็ไม่ผิดหนักสาหัสสากรรจ์เพียงใด แต่หากมองกันดีๆ แล้วคำภาษาไทยเรามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งสิ่งเหล่านั้นคือ เสียงวรรณยุกต์ ซึ่งมีเพียงไม่กี่ภาษาในโลกที่มีเสียงเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบนี้ และจากที่กล่าวมาคำสองคำที่ได้เอ่ยไว้ข้างต้นเกี่ยวข้องกับเสียงวรรณยุกต์โดยตรง

โดยคำในภาษาไทย เมื่อมีเสียงวรรณยุกต์ใด ความหมายของคำจะเปลี่ยนไปด้วย เช่นจากที่เคยได้ยินกันบ่อยๆ ก็คงจะเป็น ปา – ป่า – ป้า – ป๊า – ป๋า

ทีนี้เรามาดูคำว่า “คะ – ค่ะ” กันบ้าง

   คำว่า “คะ” เป็นคำอักษรต่ำคู่ มีเสียงวรรรยุกต์เป็นเสียงตรี ใช้สระเสียงสั้น อีกทั้งยังเป็นคำตาย จึงทำให้ตรงกับกฎเกณฑ์หนึ่งที่ว่า คำตายสระเสียงสั้น มีพื้นเสียงวรรณยุกต์เป็นเสียงตรีไม่มีรูปวรรณยุกต์กำกับ ซึ่งมีความหมายที่เกี่ยวข้องกับประโยคคำถาม เช่น ไปไหนคะ?, สนุกมั้ยคะ?

   คำว่า “ค่ะ”  เป็นคำอักษรต่ำคู่เช่นกัน มีเสียงวรรรยุกต์เป็นเสียงโท โดยสังเกตได้จากอักษรต่ำเสียงจะมากกว่ารูป ๑ ขั้นเสียงเสมอ ใช้สระเสียงสั้น อีกทั้งยังเป็นคำตาย ซึ่งมีความหมายที่เกี่ยวข้องกับประโยคบอกเล่าหรือการตอบรับ เช่น สนุกดีค่ะ, ใช่ค่ะ

ฉะนั้นแล้ว คนไทย เยาวชนไทย พึงใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องกันด้วยนะคะ เพื่อรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของภาษาไทยไว้ให้อยู่คู่สังคมไทยและประเทศไทยตลอดไป  ขอบคุณค่ะ

ครุฑกับนาคตำนานแค้นสองเผ่าพันธุ์

       ตามตำนานของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เล่าว่า ในครั้งบรรพกาลยังมีมหาเทพฤษีองค์หนึ่งนามว่า พระกัศยปมุนี ซึ่งเป็นฤษีที่มีฤทธิ์เดชมากและเป็นผู้ให้กำเนิดเทพอีกหลายองค์จนถูกเรียก ขานว่า พระกัศยปเทพบิดร พระองค์มีชายาหลายองค์ โดยในบรรดาชายาทั้งหลายนั้นมีชายาสององค์ซึ่งเป็นพี่น้องกันนามว่า วินตาและกัทรุ

       นางทั้งสองได้ขอพรให้กำเนิดบุตรจากพระกัศยป โดยนางกัทรุได้ขอพรว่าขอให้มีบุตรจำนวนมาก ซึ่งต่อมาก็ได้ให้กำเนิดนาคหนึ่งพันตัว อาศัยอยู่ในแดนบาดาล ส่วนนางวินตาขอบุตรเพียงสององค์และขอให้ลูกมีอำนาจวาสนา ซึ่งเมื่อนางคลอดบุตร ก็ปรากฏว่าออกมาเป็นไข่สองฟอง ด้วยความทนรอดูหน้าบุตรไม่ไหว นางจึงทุบไข่ฟองหนึ่งและปรากฏเป็นเทพบุตรที่มีกายเพียงครึ่งบนชื่อ อรุณ อรุณเทพบุตรโกรธมารดาที่ทำให้ตนออกจากไข่ก่อนกำหนดจนมีร่างกายไม่ครบ จึงสาปให้มารดาของตนต้องเป็นทาสนางกัทรุโดยกำหนดให้บุตรคนที่สองของนางเป็น ผู้ช่วยนางให้พ้นจากความเป็นทาส จากนั้นจึงขึ้นไปเป็นสารถีให้กับพระอาทิตย์หรือสุริยเทพ นางวินตาจึงไม่กล้าทุบไข่ฟองที่สองออกมาดู และรอจนถึงกำหนด จนเมื่อไข่ฟักออกมา ก็ปรากฏเป็น พญาครุฑ ซึ่งเมื่อแรกเกิดนั้นก็มีร่างกายขยายออกใหญ่โตจนจรดฟ้า ดวงตายามกะพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกคราใด ขุนเขาก็จะตกใจหนีหายไปพร้อมพระพาย รัศมีที่พวยพุ่งออกจากกายมีลักษณะดั่งไฟไหม้ทั่วสี่ทิศ

       ในกาลต่อมา นางกัทรุและนางวินตาได้ท้าพนันกันถึงสีของม้าอุไฉศรพ (บางตำราก็ว่าม้าทรงรถของพระอาทิตย์) ที่เกิดเมื่อคราวกวนเกษียรสมุทรและเป็นสมบัติของพระอินทร์ โดยพนันว่าใครแพ้ต้องเป็นทาสอีกฝ่ายห้าร้อยปี นางวินตาทายว่าม้าสีขาว ส่วนนางกัทรุทายว่าสีดำ ซึ่งความจริงม้าเป็นสีขาวดังที่นางวินตาทาย แต่นางกัทรุใช้อุบายให้นาคลูกของตนแปลงเป็นขนสีดำไปแซมอยู่เต็มตัวม้า (บางตำนานว่าให้พ่นพิษใส่จนม้าเป็นสีดำ) นางวินตาไม่ทราบในอุบายนี้เลยยอมแพ้ จนต้องเป็นทาสของนางกัทรุถึงห้าร้อยปี

       ภายหลังเมื่อครุฑได้ทราบถึงสาเหตุที่มารดาต้องตกเป็นทาส จึงไปเจรจาขอให้พวกนาคยอมปล่อยมารดาตน พวกนาคจึงสั่งให้พญาครุฑไปเอาน้ำอมฤตมาให้เพื่อแลกกับอิสรภาพของนางวินตา พญาครุฑจึงบินไปสวรรค์ไปเอาน้ำอมฤตซึ่งอยู่กับพระจันทร์ แล้วคว้าพระจันทร์มาซ่อนไว้ใต้ปีก แต่ถูกพระอินทร์และทวยเทพติดตามมาและเกิดต่อสู้กันขึ้น ฝ่ายเทวดานั้นไม่อาจเอาชนะได้ ร้อนถึงพระวิษณุหรือพระนารายณ์ต้องมาช่วยขวางครุฑไว้และต่อสู้กัน ทว่าต่างฝ่ายต่างไม่อาจเอาชนะกันได้ ทั้งสองจึงทำความตกลงยุติศึก โดยพระวิษณุทรงให้พรแก่ครุฑว่าจะให้ครุฑเป็นอมตะและให้อยู่ตำแหน่งสูงกว่า พระองค์ ส่วนครุฑก็ถวายสัญญาว่าจะเป็นพาหนะของพระวิษณุและเป็นธงครุฑพ่าห์สำหรับปัก บนรถศึกของพระวิษณุอันเป็นที่สูงกว่า

       จากนั้น พญาครุฑก็นำหม้อน้ำอมฤตลงมา ทว่าพระอินทร์ได้ตามมาขอคืน พญาครุฑก็บอกว่าตนจำต้องรักษาสัตย์ที่จะนำไปให้เหล่านาคเพื่อไถ่มารดาให้พ้น จากการเป็นทาสและให้พระอินทร์ตามไปเอาคืนเอง จากนั้นครุฑได้เอาน้ำอมฤตไปให้นาคโดยวางไว้บนหญ้าคาและได้ทำน้ำอมฤตหยดบน หญ้าคา 2-3 หยด (ด้วยเหตุนี้ หญ้าคาจึงถือเป็นสิ่งมงคลในทางศาสนาพราหมณ์) ส่วนนาคเมื่อเห็นน้ำอมฤตก็ยินดี จึงยอมปล่อยนางวินตาให้เป็นอิสระ

532272_385914858123813_1058891001_n

 

       ขณะที่เหล่านาคพากันไปสรงน้ำชำระกายเพื่อเตรียมมาดื่มน้ำอมฤตนั่นเอง พระอินทร์ก็รีบมานำหม้อน้ำอมฤตกลับไป ทำให้พวกนาคไม่ได้กิน พวกนาคจึงเลียที่ใบหญ้าคาด้วยเชื่อว่าอาจมีหยดน้ำอมฤตหลงเหลืออยู่ ทำให้ใบหญ้าคาบาดกลางลิ้นเป็นทางยาว (เรื่องนี้กลายเป็นที่มาว่าทำไมงูจึงมีลิ้นเป็นสองแฉกสืบมาจนทุกวันนี้)

       แม้ว่าจะไถ่ตัวมารดากลับมาได้แล้ว แต่พญาครุฑยังแค้นใจที่พวกนาคใช้เล่ห์กลจนมารดาของตนต้องตกเป็นทาส ทำให้พญาครุฑและเหล่าลูกหลานรุ่นต่อมา ตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกนาค โดยเหล่าครุฑจะโฉบลงมายังมหาสมุทรและโฉบนาคไปฉีกท้องจิกกินมันเปลวและทิ้ง ร่างไร้ชีวิตของนาคตกลงมหานที ข้างฝ่ายพวกนาคนั้นแม้จะพยายามต่อสู้แต่ก็ไม่อาจสู้ไหวจึงพากันเลื้อยหนีไป หลบภัยยังสะดือทะเล แต่ก็ถูกครุฑใช้ปีกโบกสะบัดจนน้ำลดแห้งและจับนาคไปฉีกท้องกิน เหล่านาคจึงพยายามกลืนหินใหญ่ลงท้องเพื่อถ่วงตัวให้หนัก ครุฑตนใดไม่รู้อุบายเวลาโฉบลงจับนาคก็ถูกหินที่นาคกลืนลงไปถ่วงน้ำหนักจนบิน ขึ้นไม่ไหวและจมน้ำตายส่วนครุฑที่รู้อุบายนี้ก็จะจับนาคทางหางและเขย่าจนนาค ต้องคายหินออกมา

        และนี่เองคือเรื่องราวความพยาบาทของพญาครุฑและพญานาค สองเผ่าพันธุ์สัตว์เทพเจ้าในตำนาน62940_534652759908819_1870457807_n

สัตบริภัณฑ์คีรี

       คนอินเดียสมัยโบราณ  นั้นเหมือนกับชาวจีนคือ ยึดถือว่า “ดาวขั้นฟ้าเหนือ” เป็นศูนย์กลางจักรวาล แต่ต่างกันตรงที่ คนจีนนับถือว่า ดาวขั้วฟ้าเหนือคือเทพ แต่คนอินเดียกลับไม่คิดเช่นนั้น โดยคนอินเดียเชื่อว่านั่นคือที่ประทับของเทพ ผู้มีมเหศักดิ์อันยิ่งใหญ่ คือมหาบรรพต เป็นศูนย์กลางของจักรวาล นั่นคือ เขาพระสุเมรุ

       เขาพระสุเมรุ หรือ “สิเนรุราชบรมบรรพต” ถือเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลตามคติความเชื่อของคนอินเดียโบราณ  โดยแบ่งจักรวาลออกเป็น ๗ ชั้น โดยในความเชื่อนั้นเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล ล้อมรอบด้วยเทือกเขา ๗ ชั้น ซึ่งแต่ละภูเขานั้นถูกขั้นกลางด้วย “มหานทีสีทันดร” จนถึงชั้นนอกสุดคือกำแพงจักรวาล โดยที่เทือกเขาทั้ง ๗  นั้น เรียกว่า “สัตบริภัณฑ์คีรี”

AyuthayaB03

       สัตตบริภัณฑ์คีรี เป็นชื่อภูเขาในตำนานพุทธศาสนา เชื่อว่าตั้งอยู่กลางป่าหิมพานต์ มีเทือกเขา ๗ เทือกเขารอบเขาพระสุเมรุ ประกอบด้วย

ลำดับที่

ชื่อภูเขา

ผู้อาศัย

ยุคนธร

พระอาทิตย์ และพระจันทร์

อิสินธร

มเหศรเทพบุตร

กรวิก

นกการเวก

สุทัศน์

ทิพยโอสถ

เนมินทร

บัวใหญ่เท่ากงรถ

วินันตก

แม่พญาครุฑ (นางวินตา)

อัศกรรณ

กำยาน(ไม้หอม)

 

 

พญายักษ์ทศกัณฐ์

       ท้าวราพณ์, ท้าวราวณะ หรือ ราพณาสูร (สันสกฤต: रावण, Rāvaa) หรือมักเรียก ทศกัณฐ์ (ผู้มีสิบคอ คือ มีสิบศีรษะ) เป็นตัวละครเอกตัวหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์ บุตรของท้าวลัสเตียนกับนางรัชฎา เจ้าครองกรุงลงกา เดิมเป็นยักษ์ชื่อ “นนทก” กลับชาติมาเกิด ซึ่งนนทกมีหน้าที่ล้างเท้าให้กับเทวดาทั้งหลาย เทวดาเหล่านั้นก็มักจะลูบหัวนนทกจนล้าน นนทกจึงเกิดความแค้น เลยไปขอนิ้วเพชรจากพระอิศวร แล้วทำร้ายพวกเทวดาที่มาลูบหัวตน นนทกได้เข่นฆ่าเหล่าเทวดาตายนับไม่ถ้วน ทำให้พระอิศวรต้องร้องขอพระนารายณ์ให้มาช่วยปราบนนทกให้

250px-Ravana

     พระนารายณ์จัดการกับนนทก โดยการจำแลงองค์เป็นนางเทพอัปสรดักอยู่ตรงทางที่นนทกเดินผ่านเป็นประจำ ฝ่ายยักษ์นนทกเมื่อได้เห็นนางจำแลงจึงเกิดความหลงและเข้าไปเกี้ยวพาราสี นางจำแลงแสร้งทำยินดี โดยยื่นข้อเสนอว่าให้นนทกร่ายรำตามนางทุกท่าแล้วจะยินดีผูกมิตรด้วย และแล้วยักษ์นนทกก็ทำตามนาง โดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็นเล่ห์กล จนกระทั่งถึงท่านาคาม้วนหางนิ้วเพชรของนนทกชี้ไปที่ขาของตัวเอง ขานนทกก็หักลงทันใด นนทกล้มลง ทันใดนั้น นางแปลงกลายเป็นพระนารายณ์เหยียบอกนนทกไว้

       ก่อนตายนนทกอ้างว่าพระนารายณ์มีหลายมือตนสู้ไม่ได้ พระนารายณ์จึงให้คำสัตย์ว่า ให้นนทกไปเกิดใหม่ มีสิบเศียรสิบพักตร์ยี่สิบมือ เหาะเหินเดินอากาศได้ มีอาวุธนานาชนิดครบทุกมือ ส่วนพระนารายณ์จะไปเกิดเป็นมนุษย์มีสองมือและตามไปฆ่านนทกให้ได้ นนทกต่อมานนทกไปเกิดเป็นเปรตอยู่ที่เขาของพระอิศวรมีกระดูกยื่นออกมาจาก ศีรษะและใช้เส้นเอ็นของตนเล่นศอจนพระอิศวรลงมานนทกจึงขอพรให้ตนไปเกิดเป็นทศ กัณฐ์ตามคำของพระนารายณ์พระอิศวรจึงให้พรแล้วให้นนทกไปจุติในครรภ์พระนางรัช ดา มเหสีท้าวลัสเตียน เจ้ากรุงลงกา เกิดมาเป็นโอรสนามว่า ทศกัณฐ์

       ทศกัณฐ์ เป็นยักษ์รูปงาม มีสิบหน้า ยี่สิบกร ทรงมงกุฏชัย ลักษณะปากแสยะ ตาโพลง กายปกติสีเขียว แต่มีนิสัยเจ้าชู้ ตอนที่เกี้ยวพาราสีนางมณโฑได้เนรมิตร่างตนเองให้เป็นสีทอง

อาวุธของทศกัณฐ์มีดังกลอนต่อไปนี้ 

tossakan

กระทืบบาทผาดโผนโจนร้อง กึกก้องฟากฟ้าอึงอุด
มือหนึ่งจับศรฤทธิรุทร มือสองนั้นยุดพระขรรค์ชัย
มือสามจับจักรกวัดแกว่ง มือสี่จับพระแสงหอกใหญ่
มือห้าจับตรีแกว่งไกว มือหกฉวยได้คฑาธร
มือเจ็ดนั้นจับง้าวง่า มือแปดคว้าได้พะเนินขอน
มือเก้ากุมเอาโตมร กรสิบนั้นหยิบเกาทัณฑ์

      ไม่มีใครฆ่าทศกัณฐ์ให้ตายได้ เพราะได้ถอดดวงใจใส่กล่อง ฝากไว้กับอาจารย์ คือพระฤๅษีโคบุตร ด้วยความที่มีนิสัยเจ้าชู้ ได้ลักพาตัวนางสีดาผู้มีรูปโฉมที่งดงาม ไปจากพระรามที่เป็นพระสวามี เป็นเหตุให้เกิดศึกสงครามระหว่าง ฝ่ายพระราม กับ ฝ่ายทศกัณฐ์ จนญาติมิตรของฝ่ายทศกัณฐ์ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก สุดท้ายทศกัณฐ์เองก็ต้องตายเพราะนิสัยเจ้าชู้และความไม่ยอมแพ้ของตน ซึ่งก่อนตาย ทศกัณฐ์ได้รู้ตัวแล้วว่าต้องตายแน่ แต่ด้วยขัตติยมานะจึงต้องต่อสู้กับพระราม จึงแต่งองค์อย่างงดงาม และถูกศรพรหมมาศของพระรามฆ่าตาย ก่อนตาย ทศกัณฐ์ได้เห็นภาพว่า แท้ที่จริงแล้วพระรามคือ พระนารายณ์อวตาร และได้สั่งเสียกับน้องชายตัวเอง คือ พิเภก ด้วยใบหน้าทั้งสิบ ซึ่งเรียกว่า “ทศกัณฐ์สอนน้อง” และภายหลังพิเภกก็ได้ครองกรุงลงกาสืบต่อแทน

   ปากหนึ่งว่าโอ้พิเภกเอ๋ย ไฉนเลยมาแกล้งฆ่าพี่
ตัวเราก็จะม้วยชีวี ในเวลานี้ด้วยศรพิษ
ปากสองว่าเจ้าจะครองยศ ร่วมท้องสืบสายโลหิต
จะได้ผ่านลงกาสมคิด เป็นอิสรภาพแก่หมู่มาร
ปากสามขอฝากมณโฑด้วย โปรดช่วยบำรุงเป็นแก่นสาร
ทั้งอัคคีกัลยายุพาพาล ฝูงสนมบริวารทั้งนั้น
ปากสี่ว่าเจ้าจะครองยศ ปรากฏเป็นจอมไอศวรรย์
จงเอ็นดูสุริยวงศ์พงศ์พันธุ์ โดยธรรม์สุจริตประเวณี
ปากห้าจงดำรงทศพิธ อย่าทำทุจริตให้เหมือนพี่
ตัดโลภโอบอ้อมอารี แก่โยธีไพร่ฟ้าประชากร
ปากหกว่าเจ้าจงอดโทษ ซึ่งกริ้วโกรธด่าว่ามาแต่ก่อน
อย่าให้เป็นเวราอาวรณ์ แก่เราผู้จะจรไปเมืองฟ้า
ปากเจ็ดขอฝากนคเรศ อันทรงวงศ์พรหเมศนาถา
สืบมาแต่องค์พระอัยกา เมตตาอย่าให้จลาจล
ปากแปดว่าเราเลี้ยงท่าน ก็ประมาณหมายใจให้เป็นผล
ตัวเราชั่วเองจึงเสียชนม์ แล้วได้ร้อนรนทั้งแผ่นภพ
ปากเก้าว่าพี่จะลาตาย น้องชายเมตตาช่วยปลงศพ
อย่าให้ค้างราตรีในที่รบ ไตรภพจะหมิ่นนินทา
สิบปากสิ้นฝากสิ้นสั่ง สิ้นกำลังสิ้นคิดยักษา
พิษศรร้อนรุ่มทั้งกายา อสุรากลิ้งเกลือกเสือกไป

     ทศกัณฐ์ เป็นหนึ่งในยักษ์ทวารบาลสองตน ที่ยืนเฝ้าประตูทางเข้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามคู่กับสหัสเดชะ เพราะถือว่าเป็น ยักษ์ที่มีฤทธิ์มากเท่าเทียมกัน

     มีการวิเคราะห์กันว่า ตัวละครอย่าง ทศกัณฐ์ หรือบรรดายักษ์ในเรื่อง เป็นตัวแทนของชาวทัสยุ หรือ ดารวิเดียน ซึ่งเป็นชนชาวผิวดำที่อยู่ทางตอนใต้ของอินเดียในสมัยโบราณ และพระราม หรือ พลพรรคลิง เป็นตัวแทนของชาวอารยัน หรือชาวผิวขาวที่อยู่ทางตอนเหนือ และชาวอารยันก็ได้ทำสงครามชนะชาวทัสยุ ซึ่งต่อมาก็ได้มีการแต่งวรรณกรรมเรื่อง รามเกียรติ์ นี้ขึ้นมาเพื่อยกย่องพวกตนเอง

“ตราราหู” ศาตราวุธนางละเวง

พระราหู (เทวนาครี: राहु ราหู) เป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง ในคติไทย

rahuaojan

การกำเนิดของพระราหู

การกำเนิดของพระราหูมีสองตำนานคือ

  1. พระราหูถูกสร้างขึ้นมาโดยพระอิศวร หรือพระศิวะจากหัวกะโหลก 12 หัว บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีทอง แล้วประพรมด้วยน้ำอัมฤตเสกได้เป็นพระราหู มีสีวรกายสีนิลออกไปทางทองแดง ทรงสุบรรณ (ครุฑ) เป็นพาหนะ มีวิมานสีนิลอยู่ในอากาศ ประจำอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) และแสดงถึงเศษวรรคที่ 1 (ย ร ล ว)
  2. พระราหูเป็นโอรสของท้าววิประจิตติและนางสิงหิกาหรือนางสิงหะรา เมื่อเกิดมามีกายเป็นยักษ์และมีหางเป็นนาค

       พระราหูเป็นเทวดานพเคราะห์ประเภทบาปเคราะห์ ให้ผลในทางลุ่มหลงมัวเมา พระราหูเป็นมิตรกับพระเสาร์และเป็นศัตรูกับพระพุธอันมีเหตุตามนิทานชาติเวร

      ในอดีตชาติ พระราหูได้เกิดมาเป็นน้องร่วมท้องเดียวกันกับเทวดานพเคราะห์อีกสององค์ คือ พระอาทิตย์ และพระจันทร์ โดยพระราหูเกิดเป็นน้องสุดท้อง ครั้งหนึ่ง พระราหูได้ร่วมทำบุญถวายพระที่มารับบิณฑบาตร่วมกับพี่ทั้งสองคน พระอาทิตย์ตักบาตรในครั้งนั้นด้วยภาชนะทอง พระจันทร์ตักบาตรด้วยภาชนะเงิน ส่วนพระราหูตักบาตรด้วยภาชนะที่ทำมาจากกะลามะพร้าว เมื่อทั้ง3พี่น้องได้มาเกิดเป็นเทวดานพเคราะห์ พระอาทิตย์จึงมีรัศมีและวรรณะเปล่งปลั่งดุจทองคำ พระจันทร์มีรัศมีและวรรณะเป็นสีขาวสว่างดุจเงิน และพระราหูมีรัศมีและวรรณะเป็นสีนิลออกไปทางทองแดง (แต่ในบางตำราก็ว่ากายของพระราหูนั้นมีสีดำบ้าง สีทองบ้าง แตกต่างกันไป)

สาเหตุที่พระราหูมีกายเพียงครึ่งท่อน

       มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่เหล่าเทวดาได้ทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอัมฤตนั้นมี ทั้งเทวดาและยักษ์ทั้งหลายเข้าร่วมทำพิธี พระราหูได้แอบอยู่ในกลีบเมฆ เมื่อทำพิธีสำเร็จพระราหูจึงรีบลอบดื่มน้ำอัมฤตที่เกิดขึ้นนั้น พระอาทิตย์และพระจันทร์ได้เห็นเข้าจึงรีบเอาความนั้นไปทูลบอกพระนารายณ์หรือพระวิษณุ พระนารายณ์ทราบจึงขว้างจักรตัดไปถูกกลางตัวพระราหูขาดกลายเป็นสองท่อน แต่ด้วยว่าน้ำอำมฤตที่พระราหูได้ดื่มนั้นไหลไปจนถึงกลางตัวพระราหูแล้วพอดี ครึ่งบนของพระราหูที่ถูกตัดออกจึงกลายเป็นอมตะ ส่วนครึ่งล่างนั้นได้กลายมาเป็นพระเคราะห์องค์ที่9แห่งเหล่าเทวดานพเคราะห์ ซึ่งก็คือ พระเกตุ

       จากนั้นเมื่อครั้งใดที่พระราหูได้พบเจอพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ พระราหูก็จะจับมากลืนกินด้วยความโกรธแค้นที่เทวดาทั้งสององค์นำเรื่องไป ทูลพระนารายณ์ แต่อมไว้ในปากได้ไม่นานก็ต้องคายออกมาเพราะทนความร้อนและรัศมีของเทวดา นพเคราะห์ทั้งสองไม่ได้ เกิดเป็นเหตุของปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคาตามคติความเชื่อของคนโบราณ

       ในโหราศาสตร์ไทย พระราหูถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ ๘ (เลขแปดไทย) และด้วยเหตุที่สร้างขึ้นมาจากหัวกะโหลก 12 หัว จึงมีกำลังพระเคราะห์เป็น 12 เป็นเทวดาของผู้ที่เกิดวันพุธในเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังใช้แทนดาวมฤตยู (ดาวยูเรนัส)

ตราราหู

    ตราราหูนั้นเป็นอาุวุธวิเศษคู่กายของนางละเวง นางละเวงนั้นมีชื่อเต็ม ๆ ว่า “ละเวงวัณฬา”และต้องบอกด้วยว่าจากวรรณคดีเรื่อง “พระอภัยมณี” ซึ่งทุกท่านที่อ่านวรรณคดีเรื่องนี้ คงจะจำได้ว่า นางละเวงนี้เป็นลูกสาวเจ้ากรุงลงกา  และเป็นคู่ปรับคนสำคัญของนางสุวรรณมาลี  “มเหสีขี้หึงประหนึ่งเสือ” ของพระอภัยมณี  นาง มีของวิเศษคู่บัลลังก์คือ  ตราพระราหู  ตอนเช้าเป็นสีรุ้ง  พอสายกลายเป็นสีขาว  บ่ายเปลี่ยนเป็นสีเหลือง  พอค่ำก็กลายเป็นสีแดง  ตราพระราหูคุ้มแดดคุ้มฝน  ไม่หนาวไม่ร้อนกันอาวุธได้ทุกชนิด โดยตราราหูนั้นทำมาจากกะลาตาเดียว แกะเป็นรูปพระราหู แขวนติดประจำกายอยู่ และมีคืนหนึ่งนางระเวงได้นอนหลับมี “อ้ายย่องตอด” ผู้มีวิชาแก่กล้าทางไสยศาสตร์ ชองจับสัตว์ และคน ดูดเลือดเป็นอาหาร ได้ลอบเข้าไปทำร้ายนางระเวง แต่พอเห็นกะลาตาเดียว ที่แกะเป็นรูปพระราหูที่แขวนเป็นประจำกายนางระเวง จึงไม่กล้าทำร้ายรีบหนีออกไป

ทัศนะ กับ ทรรศนะ

       ทัศนะ – ทรรศนะ.. เป็นคำเดียวกัน หมายความว่า “ความเห็น,เครื่องรู้เห็น,สิ่งที่เห็น,การแสดง” ที่เขียนต่างกันนั้น

       ทัศนะ เขียนตามรูปภาษามคธ( ภาษาถิ่นของภาษาอินเดียโบราณ) ส่วน ทรรศนะ เขียนตามรูปภาษาสันสกฤต แต่เดิมนั้น คำทั้งสองมีกฏเกณฑ์การใช้ที่ค่อนข้างแน่นอน คือ ทัศนะ ใช้ประกอบหน้าศัพท์ เช่น ทัศนคติ – แนวความคิดเห็น

  •       ทัศนวิสัย – ระยะทางไกลสุดที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าและรู้ว่าเป็นอะไร
  •       ทัศนศึกษา – การศึกษานอกสถานที่ หรือท่องเที่ยวเพื่อแสวงหาความรู้

ส่วน ทรรศนะ นั้นใช้ประกอบท้ายศัพท์ เช่น

  • จุลทรรศน์ – กล้อง
  • ส่วน ทรรศนะ นั้นใช้ประกอบท้ายศัพท์ เช่น
  • จุลทรรศน์ – กล้องขยายดูของเล็กให้เป็นเป็นของใหญ่
  • โทรทรรศน์ – กล่องส่องทางไกล หรือกล้องสลัด

       แต่แนวนิยมเช่นนี้ได้เปลี่ยนไปเมื่อปี พ.ศ. 2497 ประเทศไทยเราเริ่มมี “โทรทัศน์” เข้ามา และออกเสียงตรงกับคำว่า “โทรทรรศน์” ที่หมายถึงกล้องส่องทางไกล จึงจำเป็นต้องสะกดให้ต่างกันเป็น “โทรทัศน์”

เรียบร้อยโรงเรียนจีน

 

      “เรียบร้อยโรงเรียนจีน” นั้น เป็นสำนวนที่มีอายุประมาณเสี้ยวศตวรรษ คือเกิดขึ้นในสมัยที่มี กองโรงเรียนราษฎร์ อันเป็นส่วนราชการในกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ส่วนราชการนี้มีหน้าที่ดูแลและควบคุมสถานศึกษาทั้งปวงที่เป็นของเอกชน บัดนี้ได้ขยายขึ้นเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน มีฐานะเท่ากรม มีเลขาธิการเป็นผู้บังคับบัญชา

      เหตุที่เกิดสำนวนนี้ขึ้น ก็เพราะกองโรงเรียนราษฎร์มีเจ้าหน้าที่ตรวจโรงเรียน ดูแลเกี่ยวกับการเรียนการสอน อาคารสถานที่ รวมไปถึงการจัดสวัสดิการให้แก่ครูและนักเรียน ให้เป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด       ผลการตรวจโรงเรียนที่เจ้าหน้าที่ของกองโรงเรียนราษฎร์รายงานนั้น เป็นเอกสารข้อมูลที่มีผลต่อโรงเรียนราษฎร์เป็นอย่างยิ่ง คืออาจได้งบประมาณช่วยเหลือเพิ่ม หรือ ลด หรือ งด ไปเลยก็ได้ บางทีก็อาจถึงสั่งปิดโรงเรียนเอาเลยทีเดียว  เจ้าหน้าที่ตรวจโรงเรียนจึงเป็นที่เกรงอกเกรงใจ และเจ้าของโรงเรียนจำเป็นต้องเอาใจใส่ ต้อนรับขับสู้เป็นพิเศษทุกครั้งที่มีการไปตรวจโรงเรียน

       แน่นอน เจ้าของโรงเรียนที่เป็นคนจีนย่อมถนัดในเรื่องเช่นนี้ยิ่งกว่าเจ้าของที่เป็นคนไทย และเป็นที่รู้จักในบรรดาเจ้าหน้าที่ว่า ใครได้ไปตรวจโรงเรียนจีน  คนนั้นย่อมเป็นคนของหัวหน้ากอง หรือไม่ก็เป็นที่ชอบพอเป็นพิเศษของผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไป ผลการตรวจก็จะต้องออกมาว่าเรียบร้อยทุกครั้งไป

       สำนวน “เรียบร้อยโรงเรียนจีน” จึงเกิดขึ้นแรก ๆ ก็ใช้กันเฉพาะในกองโรงเรียนราษฎร์ แต่ต่อมาก็ได้ขยายวงออกไปเรื่อย ๆ ผู้ที่ใช้รู้ที่มาบ้าง ไม่รู้บ้าง จึงเป็นเหตุให้สำนวนนี้แตกลูกออกไปต่าง ๆ

 

“สวัสดี” ที่มาเป็นอย่างไร

      ผู้ที่ริเริ่มใช้คำว่า “สวัสดี” คือ พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) โดยพิจารณามาจากศัพท์ “โสตถิ” ในภาษาบาลี หรือ “สวัสติ” ในภาษาสันสกฤต โดยได้เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2486 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นเห็นชอบให้ใช้คำว่า “สวัสดี” เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2486 เป็นต้นมา

      “สวัสดี” เป็นภาษาสันสกฤต มาจากคำว่า “สุ” เป็นคำอุปสรรค (คำเติมหน้าศัพท์ที่ทำให้ความหมายของศัพท์เปลี่ยนแปลงไป) แปลว่า ดี งาม หรือ ง่าย และคำว่า “อสฺติ” เป็นคำกิริยาแปลว่า มี แผลงคำว่า “สุ” เป็น “สว” (สฺวะ) ได้โดยเอา “อุ” เป็น “โอ” เอา “โอ” เป็น “สฺว” ตามหลักไวยากรณ์ แล้วสนธิกับคำว่า “อสฺติ” เป็น “สวสฺติ” อ่านว่า สะ-วัด-ติ แปลว่า “ขอความดีความงามจงมี (แก่ท่าน)”

http--p1.s1sf.com-ca-0-ud-184-921453-2006101612651160971565_815C7

      พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้ปรับเสียงของคำว่า “สวสฺติ” ที่ท่านได้สร้างสรรค์ขึ้นให้ง่ายต่อการออกเสียงของคนไทย จากคำสระเสียงสั้น (รัสสระ) ซึ่งเป็นคำตาย มาเป็นคำสระเสียงยาว (ทีฆสระ) ซึ่งเป็นคำเป็น ทำให้ฟังไพเราะ รื่นหูกว่า จึงกลายเป็น “สวัสดี” ใช้เป็นคำทักทายที่ไพเราะและสื่อความหมายดีๆ ต่อกันของคนไทย ส่วนคำว่า “ราตรีสวัสดิ์” ซึ่งเป็นคำแปลจากคำว่า “good night” ซึ่งเป็นคำลาในภาษาอังกฤษ ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เช่นกัน โดยกำหนดให้คนไทยทักกันตอนเช้าว่า “อรุณสวัสดิ์” มาจากคำว่า “good morning” และให้ทักกันในตอนบ่ายว่า “ทิวาสวัสดิ์” มาจากคำว่า “good afternoon” ส่วนตอนเย็นให้ทักกันว่า “สายัณห์สวัสดิ์” มาจากคำว่า “good evening” แต่เนื่องจากต้องเปลี่ยนไปตามเวลา จึงไม่เป็นที่นิยม คนไทยนิยมใช้คำว่า “สวัสดี” มากกว่า เพราะใช้ได้ตลอดเวลา แต่กระนั้น คนไทยก็ยังคงใช้อยู่บ้างบางคำคือ คำว่า อรุณสวัสดิ์ และราตรีสวัสดิ์

      คำว่าสวัสดีนั้นจะทำหน้าที่ทั้งการทักทาย และอวยพรไปในคราวเดียวกัน และเมื่อเรากล่าวคำว่าสวัสดี คนไทยเรายังยกมือขึ้นประนมไหว้ตรงอก มือทั้งสองจะประสานกันเป็นรูปดอกบัวตูม เหมือนสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงสิ่งสูงค่าที่เป็นมงคล เพราะชาวไทยใช้ดอกบัวในการสักการะผู้ใหญ่ บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนการวางมือไว้ตรงระดับหัวใจนั้น เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกให้เห็นว่า การทักทายนั้นมาจากใจของผู้ไหว้

      ดังนั้น เมื่อกล่าวคำว่าสวัสดีพร้อมกับการยกมือขึ้นประนม จึงแฝงให้เห็นถึงความมีจิตใจที่งดงามของคนไทย ที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำที่งดงามของคนไทยที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำที่งดงามดังกล่าวนี้ ถือเป็นมงคลต่อทั้งตัวผู้พูดและผู้ฟัง และยังสามารถเพิ่มเสน่ห์ในตัวบุคคลได้อีกด้วย

 

 

ที่มาของคำว่า “บาง”

      ความหมายของคำว่า “บาง” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 คือ ทางน้ำเล็กๆ ทางน้ำเล็กที่ไหลขึ้นลงตามระดับน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง หรือทะเล ตำบลบ้านที่อยู่ หรือเคยอยู่ริมบาง หรือในบริเวณที่เคยเป็นบางมาก่อน

     แต่มีการสันนิษฐานว่า “บาง” อาจกลายเสียงมาจากคำว่า “บัง” ในภาษามอญหมายถึง เรือ แล้วนำมาใช้ในความหมายว่า ย่านหรือสถานที่จอดและขึ้นลงเรือรวมไปถึงชุมชนที่อยู่โดยรอบ เช่น บางโพ บางปลา บางกอก เป็นต้น

ดังนั้น “บาง” อาจหมายถึงสถานที่ หรือชุมชนใดชุมชนหนึ่งที่น่าจะมีลำคลอง แม่น้ำ หรือทางน้ำพาดผ่าน หรือสิ้นสุดลง กลายเป็นย่านชุมชนที่มีผู้คนอยู่รวมกันมีการแลกเปลี่ยน ทำมาหากิน ค้าขาย และในย่านนั้น มักจะมีท่าเรือให้คนในและนอกใช้จอดเรือเพื่อร่วมสังสรรค์กันได้อย่างสะดวก

ในการใช้คำว่า “บาง”  เป็นชื่อต้นของชุมชน จึงมักหมายถึงแหล่งที่มีทางน้ำ หรือมีท่าเรือซึ่งมีเรือจอดอยู่เสมอ ขณะเดียวกันหากพื้นที่นั้น มีสิ่งใดที่โดดเด่นแล้ว ชาวบ้านมักนำชื่อของสิ่งนั้นมาตั้งเป็นชุมชนต่อท้ายคำว่า บาง ของตนเองเช่น บางกะปิ บางขุนพรหม บางรัก

ที่มาของคำว่า “บางกะปิ”

ในการตั้งชื่อสถานที่เป็น “บาง” แล้วมีคำต่อท้ายนั้น ส่วนมากมักมีที่มาโดยสามารถจัดกลุ่มสาเหตุของการตั้งชื่อบางต่างๆ ได้ดังนี้

  1. ใช้ชื่อที่มาจากภาษาเขมรเดิม ประกอบด้วย บางเชือกหนัง (ฉนัง)
    บางระนาด บางรางนอง บางบำหรุ เป็นต้น
  2. ใช้ชื่อบุคคล เช่น บางขุนนท์ บางขุนศรี บางขุนพรหม เป็นต้น
  3. ใช้ชื่อคำจากตำนาน  เช่น บางเขน บางซื่อ บางซ่อน รวมถึงบาง
    ในเขตเมืองนนทบุรี เป็นต้น
  4. ใช้ชื่อตามลักษณะภูมิประเทศ เช่น บางคอแหลม บางด้วน เป็นต้น
  5. ใช้สิ่งที่พบเห็นในธรรมชาติซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นมา หรือจากสัตว์ที่มีมาก
    ในบริเวณนั้น เช่น บางโพงพาง บางยี่เรือ บางกระบือ เป็นต้น
  6. ใช้ผัก ผลไม้ หรือสภาพของพื้นที่ ที่มีธรรมชาติแวดล้อมมาเป็นชื่อ
    เรียกท้องที่ของตัวเอง เช่น บางแค บางลำพู บางจาก บางไผ่ บางหว้า
    บางอ้อ บางบอน เป็นต้น ซึ่งในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการตั้งชื่อจำนวนมากที่สุด

ส่วนที่มาของคำว่า “บางกะปิ” นั้น มี 3 ข้อสันนิษฐาน คือ

  1. มาจากชื่อ “กะปิ” ที่เป็นเครื่องปรุงอาหาร เพราะพื้นที่นี้แต่เดิมอุดมสมบูรณ์
    ด้วยกุ้งเล็กๆ มากมาย ประชาชนจึงนิยมนำมาทำกะปิกันมาก
  2. มาจากคำว่า “กระบี่” ที่แปลว่าลิง เพราะพื้นที่นี้เคยเป็นป่าทึบ และมีลิงมาก
  3. มาจากชื่อหมวก “กะปิเยาะห์” ของชาวมุสลิม เนื่องจากพื้นที่นี้มีชาวมุสลิม
    อาศัยอยู่มาก ซึ่งการแต่งกายของชาวมุสลิมส่วนใหญ่จะสวมหมวกคลุมหัว
    ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “กะปิเยาะห์” จึงน่าจะเป็นที่มาของชื่อ “บางกะปิ”
    ได้เช่นกัน

เพียรใช้อวัยวะ ให้เหมาะสมและถูกต้อง

ตา >> อวัยวะที่ใช้ในการมอง  มักจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี
หู >> อวัยวะที่ใช้ในการฟัง  ส่วนมากจะมีน้ำหนักเบา เพื่อสะดวกในการพกพา
ปาก >>  อวัยวะที่ใช้ในการพูด   ส่วนมากจะอยู่ไม่ตรงกับใจ
จมูก >> อวัยวะที่ใช้ในการหายใจ  ถ้ายื่นเข้าไปในเรื่องของคนอื่นเขาเรียกว่า ..แส่
บ่า-ไหล่ >> อวัยวะที่อยู่เคียงคู่กันมา ดังที่เรียกว่า “เคียงบ่าเคียงไหล่” มีให้คนคนขี้เหงาได้ซบ ถ้าเป็นจับกังก็ใช้แบกหาม ข้าวสาร ปูน…
หัวใจ >> อวัยวะที่ใช้สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย คนที่เจ้าชู้ส่วนใหญ่มักจะเก็บตัวจริงไว้ แล้วถ่ายเอกสารไว้ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ
ปอด >> อวัยวะที่ใช้ฟอกโลหิต  แต่ถ้าปอดแหกจะเก็บความกล้าหาญไว้ไม่ได้
นม >> อวัยวะที่สุภาพสตรีอยากให้ยื่นไปข้างหน้ามากกว่าพุง
ศอก >> ข้อต่อระหว่างแขนท่อนบนกับแขนท่อนล่าง ใช้เป็นอาวุธประจำกาย หรือใช้สำหรับรองน้ำดื่มสำหรับหญิงที่มาทีหลัง
ตัว >> เป็นชิ้นส่วนที่ใหญ่ของร่างกายมีไว้ให้ส่วนอื่นได้พักพิง มักจะลืมกันมากในเวลาได้ดิบได้ดี
สะดือ >> เป็นอวัยวะที่ใช้เชื่อมต่อกับแม่ตอนอยู่ในครรภ์ เมื่อใดใช้วัดความสุภาพ…ถ้าอยู่ต่ำกว่าสะดือ ถือว่าทะลึ่ง
ขาอ่อน >> เป็นส่วนที่เชื่อมต่อมาจากสะโพก  มักนิยมใช้ประกวด เพราะมองเห็นง่ายกว่าสมอง
หัวเข่า >> เป็นข้อต่อระหว่างขากับแข้ง เป็นอาวุธประจำกาย ผู้หญิงใช้โจมตีจุดอ่อนของผู้ชาย และบางคนใช้เช็ดน้ำตาเวลาเศร้า โดยเฉพาะคนที่แอบรักผัวชาวบ้านเขา