Category Archives: ความรู้ทั่วไป

“สวัสดี” ที่มาเป็นอย่างไร

      ผู้ที่ริเริ่มใช้คำว่า “สวัสดี” คือ พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) โดยพิจารณามาจากศัพท์ “โสตถิ” ในภาษาบาลี หรือ “สวัสติ” ในภาษาสันสกฤต โดยได้เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2486 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นเห็นชอบให้ใช้คำว่า “สวัสดี” เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2486 เป็นต้นมา

      “สวัสดี” เป็นภาษาสันสกฤต มาจากคำว่า “สุ” เป็นคำอุปสรรค (คำเติมหน้าศัพท์ที่ทำให้ความหมายของศัพท์เปลี่ยนแปลงไป) แปลว่า ดี งาม หรือ ง่าย และคำว่า “อสฺติ” เป็นคำกิริยาแปลว่า มี แผลงคำว่า “สุ” เป็น “สว” (สฺวะ) ได้โดยเอา “อุ” เป็น “โอ” เอา “โอ” เป็น “สฺว” ตามหลักไวยากรณ์ แล้วสนธิกับคำว่า “อสฺติ” เป็น “สวสฺติ” อ่านว่า สะ-วัด-ติ แปลว่า “ขอความดีความงามจงมี (แก่ท่าน)”

http--p1.s1sf.com-ca-0-ud-184-921453-2006101612651160971565_815C7

      พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้ปรับเสียงของคำว่า “สวสฺติ” ที่ท่านได้สร้างสรรค์ขึ้นให้ง่ายต่อการออกเสียงของคนไทย จากคำสระเสียงสั้น (รัสสระ) ซึ่งเป็นคำตาย มาเป็นคำสระเสียงยาว (ทีฆสระ) ซึ่งเป็นคำเป็น ทำให้ฟังไพเราะ รื่นหูกว่า จึงกลายเป็น “สวัสดี” ใช้เป็นคำทักทายที่ไพเราะและสื่อความหมายดีๆ ต่อกันของคนไทย ส่วนคำว่า “ราตรีสวัสดิ์” ซึ่งเป็นคำแปลจากคำว่า “good night” ซึ่งเป็นคำลาในภาษาอังกฤษ ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เช่นกัน โดยกำหนดให้คนไทยทักกันตอนเช้าว่า “อรุณสวัสดิ์” มาจากคำว่า “good morning” และให้ทักกันในตอนบ่ายว่า “ทิวาสวัสดิ์” มาจากคำว่า “good afternoon” ส่วนตอนเย็นให้ทักกันว่า “สายัณห์สวัสดิ์” มาจากคำว่า “good evening” แต่เนื่องจากต้องเปลี่ยนไปตามเวลา จึงไม่เป็นที่นิยม คนไทยนิยมใช้คำว่า “สวัสดี” มากกว่า เพราะใช้ได้ตลอดเวลา แต่กระนั้น คนไทยก็ยังคงใช้อยู่บ้างบางคำคือ คำว่า อรุณสวัสดิ์ และราตรีสวัสดิ์

      คำว่าสวัสดีนั้นจะทำหน้าที่ทั้งการทักทาย และอวยพรไปในคราวเดียวกัน และเมื่อเรากล่าวคำว่าสวัสดี คนไทยเรายังยกมือขึ้นประนมไหว้ตรงอก มือทั้งสองจะประสานกันเป็นรูปดอกบัวตูม เหมือนสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงสิ่งสูงค่าที่เป็นมงคล เพราะชาวไทยใช้ดอกบัวในการสักการะผู้ใหญ่ บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนการวางมือไว้ตรงระดับหัวใจนั้น เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกให้เห็นว่า การทักทายนั้นมาจากใจของผู้ไหว้

      ดังนั้น เมื่อกล่าวคำว่าสวัสดีพร้อมกับการยกมือขึ้นประนม จึงแฝงให้เห็นถึงความมีจิตใจที่งดงามของคนไทย ที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำที่งดงามของคนไทยที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำที่งดงามดังกล่าวนี้ ถือเป็นมงคลต่อทั้งตัวผู้พูดและผู้ฟัง และยังสามารถเพิ่มเสน่ห์ในตัวบุคคลได้อีกด้วย

 

 

Advertisements

ที่มาของคำว่า “บาง”

      ความหมายของคำว่า “บาง” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 คือ ทางน้ำเล็กๆ ทางน้ำเล็กที่ไหลขึ้นลงตามระดับน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง หรือทะเล ตำบลบ้านที่อยู่ หรือเคยอยู่ริมบาง หรือในบริเวณที่เคยเป็นบางมาก่อน

     แต่มีการสันนิษฐานว่า “บาง” อาจกลายเสียงมาจากคำว่า “บัง” ในภาษามอญหมายถึง เรือ แล้วนำมาใช้ในความหมายว่า ย่านหรือสถานที่จอดและขึ้นลงเรือรวมไปถึงชุมชนที่อยู่โดยรอบ เช่น บางโพ บางปลา บางกอก เป็นต้น

ดังนั้น “บาง” อาจหมายถึงสถานที่ หรือชุมชนใดชุมชนหนึ่งที่น่าจะมีลำคลอง แม่น้ำ หรือทางน้ำพาดผ่าน หรือสิ้นสุดลง กลายเป็นย่านชุมชนที่มีผู้คนอยู่รวมกันมีการแลกเปลี่ยน ทำมาหากิน ค้าขาย และในย่านนั้น มักจะมีท่าเรือให้คนในและนอกใช้จอดเรือเพื่อร่วมสังสรรค์กันได้อย่างสะดวก

ในการใช้คำว่า “บาง”  เป็นชื่อต้นของชุมชน จึงมักหมายถึงแหล่งที่มีทางน้ำ หรือมีท่าเรือซึ่งมีเรือจอดอยู่เสมอ ขณะเดียวกันหากพื้นที่นั้น มีสิ่งใดที่โดดเด่นแล้ว ชาวบ้านมักนำชื่อของสิ่งนั้นมาตั้งเป็นชุมชนต่อท้ายคำว่า บาง ของตนเองเช่น บางกะปิ บางขุนพรหม บางรัก

ที่มาของคำว่า “บางกะปิ”

ในการตั้งชื่อสถานที่เป็น “บาง” แล้วมีคำต่อท้ายนั้น ส่วนมากมักมีที่มาโดยสามารถจัดกลุ่มสาเหตุของการตั้งชื่อบางต่างๆ ได้ดังนี้

  1. ใช้ชื่อที่มาจากภาษาเขมรเดิม ประกอบด้วย บางเชือกหนัง (ฉนัง)
    บางระนาด บางรางนอง บางบำหรุ เป็นต้น
  2. ใช้ชื่อบุคคล เช่น บางขุนนท์ บางขุนศรี บางขุนพรหม เป็นต้น
  3. ใช้ชื่อคำจากตำนาน  เช่น บางเขน บางซื่อ บางซ่อน รวมถึงบาง
    ในเขตเมืองนนทบุรี เป็นต้น
  4. ใช้ชื่อตามลักษณะภูมิประเทศ เช่น บางคอแหลม บางด้วน เป็นต้น
  5. ใช้สิ่งที่พบเห็นในธรรมชาติซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นมา หรือจากสัตว์ที่มีมาก
    ในบริเวณนั้น เช่น บางโพงพาง บางยี่เรือ บางกระบือ เป็นต้น
  6. ใช้ผัก ผลไม้ หรือสภาพของพื้นที่ ที่มีธรรมชาติแวดล้อมมาเป็นชื่อ
    เรียกท้องที่ของตัวเอง เช่น บางแค บางลำพู บางจาก บางไผ่ บางหว้า
    บางอ้อ บางบอน เป็นต้น ซึ่งในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการตั้งชื่อจำนวนมากที่สุด

ส่วนที่มาของคำว่า “บางกะปิ” นั้น มี 3 ข้อสันนิษฐาน คือ

  1. มาจากชื่อ “กะปิ” ที่เป็นเครื่องปรุงอาหาร เพราะพื้นที่นี้แต่เดิมอุดมสมบูรณ์
    ด้วยกุ้งเล็กๆ มากมาย ประชาชนจึงนิยมนำมาทำกะปิกันมาก
  2. มาจากคำว่า “กระบี่” ที่แปลว่าลิง เพราะพื้นที่นี้เคยเป็นป่าทึบ และมีลิงมาก
  3. มาจากชื่อหมวก “กะปิเยาะห์” ของชาวมุสลิม เนื่องจากพื้นที่นี้มีชาวมุสลิม
    อาศัยอยู่มาก ซึ่งการแต่งกายของชาวมุสลิมส่วนใหญ่จะสวมหมวกคลุมหัว
    ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “กะปิเยาะห์” จึงน่าจะเป็นที่มาของชื่อ “บางกะปิ”
    ได้เช่นกัน

เพียรใช้อวัยวะ ให้เหมาะสมและถูกต้อง

ตา >> อวัยวะที่ใช้ในการมอง  มักจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี
หู >> อวัยวะที่ใช้ในการฟัง  ส่วนมากจะมีน้ำหนักเบา เพื่อสะดวกในการพกพา
ปาก >>  อวัยวะที่ใช้ในการพูด   ส่วนมากจะอยู่ไม่ตรงกับใจ
จมูก >> อวัยวะที่ใช้ในการหายใจ  ถ้ายื่นเข้าไปในเรื่องของคนอื่นเขาเรียกว่า ..แส่
บ่า-ไหล่ >> อวัยวะที่อยู่เคียงคู่กันมา ดังที่เรียกว่า “เคียงบ่าเคียงไหล่” มีให้คนคนขี้เหงาได้ซบ ถ้าเป็นจับกังก็ใช้แบกหาม ข้าวสาร ปูน…
หัวใจ >> อวัยวะที่ใช้สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย คนที่เจ้าชู้ส่วนใหญ่มักจะเก็บตัวจริงไว้ แล้วถ่ายเอกสารไว้ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ
ปอด >> อวัยวะที่ใช้ฟอกโลหิต  แต่ถ้าปอดแหกจะเก็บความกล้าหาญไว้ไม่ได้
นม >> อวัยวะที่สุภาพสตรีอยากให้ยื่นไปข้างหน้ามากกว่าพุง
ศอก >> ข้อต่อระหว่างแขนท่อนบนกับแขนท่อนล่าง ใช้เป็นอาวุธประจำกาย หรือใช้สำหรับรองน้ำดื่มสำหรับหญิงที่มาทีหลัง
ตัว >> เป็นชิ้นส่วนที่ใหญ่ของร่างกายมีไว้ให้ส่วนอื่นได้พักพิง มักจะลืมกันมากในเวลาได้ดิบได้ดี
สะดือ >> เป็นอวัยวะที่ใช้เชื่อมต่อกับแม่ตอนอยู่ในครรภ์ เมื่อใดใช้วัดความสุภาพ…ถ้าอยู่ต่ำกว่าสะดือ ถือว่าทะลึ่ง
ขาอ่อน >> เป็นส่วนที่เชื่อมต่อมาจากสะโพก  มักนิยมใช้ประกวด เพราะมองเห็นง่ายกว่าสมอง
หัวเข่า >> เป็นข้อต่อระหว่างขากับแข้ง เป็นอาวุธประจำกาย ผู้หญิงใช้โจมตีจุดอ่อนของผู้ชาย และบางคนใช้เช็ดน้ำตาเวลาเศร้า โดยเฉพาะคนที่แอบรักผัวชาวบ้านเขา

ทำไม ก ไก่ ต้องมาก่อน

thai+old+cards

ก.ไก่
      เป็นสัตว์ตื่นเช้าที่สุด เลยให้มาเป็นอักษร ตัวแรก เพื่อเตือนให้คนไทย ขยันขันแข็ง

ข.ไข่
      เป็นดอกผลของ ไก่ แต่จะมีความเปราะบาง ต้องทะนุถนอมให้ดีดี อย่าปล่อยทิ้งละเลยสังคม

ฃ.ฃวด
      เป็นวิถีชีวิตของคนไทยที่ เตือนไว้ว่า แม้จะดื่มกิน ให้มีสติไว้ มิฉะนั้น อาจมีสิ่งใด แตกหักได้

ค.ควาย / ฅ. ฅน
      เป็นวิถีชีวิต ของคนไทย การอยู่ร่วมกัน ระหว่าง ฅน และธรรมชาติ โดยให้ ฅน มาทีหลัง ควาย คือ โง่ มาก่อนฉลาด อย่าอวดฉลาด หากยังไม่รู้จัก โง่ ก่อน

ฆ.ระฆัง
      ให้หมั่นประชุมเป็นนิตย์ อย่าได้ละเลย การพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ง.งู
      ต้องกล้าคิดกล้าทำกล้าแสดงความคิดเห็น

จ.จาน
      ต้องรู้จัก การอาสาเจือจาน เข้าทำนอง จ.จานใช้ดี

ฉ.ฉิ่งตีดัง / ช.ช้าง วิ่งหนี
      ให้รู้จักการใช้การทำงานเล็ก ๆ ให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง โดยไม่ต้องคิดการณ์ใหญ่

ซ.โซ่ ล่ามที
      หาก สังคมเตลิดจากการกระทำใดใด ให้รู้จักยั้บยั้งเอาไว้ ด้วย ขนบธรรมเนียมบ้าง

ฌ.เฌอ คู่กัน
      ให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ระหว่าง คน และธรรมชาติ

ญ.หญิงโสภา / ฑ.มณโฑ หน้าขาว
      บอกใบ้ให้เห็นว่า สตรี เป็นเพศที่สวยงาม และต้องเอาใจใส่ให้มาก อย่าได้ละเลยลืมเลือน

ฏ.ชฏาสวมพลัน
      เป็นแง่คิดให้เห็นถึง ยศฐาบรรดาศักดิ์ ว่า ไม่จีรัง คล้าย ๆ กับหัวโขน

ฎ.ปฏัก และ ฐ.ฐาน
      เป็นอักษร คู่กัน ที่จะทำงานอะไร ที่ฉับไว เที่ยงตรง ต้องมีรากฐานหรือมีเหตุผลรองรับ อย่างชัดเจนมั่นคง

ฒ.ผู้เฒ่าเดินย่อง
      เป็นการสะท้อนว่า ผู้หลักผู้ใหญ่จะทำอะไรต้องระมัดระวังให้ถี่ถ้วน อย่างโผงผาง

ณ.เณรไม่มอง ด.เด็ก ต้องนิมนต์
      เป็นอักษรคู่กัน แทนการเปรียบเทียบ ๒ สถาบัน ระหว่างศาสนา และ ฆาราวาส ว่า เมื่อพระท่านมองข้ามสิ่งใด ละเลยสิ่งใด ต้องช่วยกันเตือนได้ ไม่ใช่ละเลยไปหมด

ต.หลังตุง / ถ.ถุงแบกหาม
      เป็นอักษรคู่เช่นกัน ที่เปรียบว่า ทั้งหมด มีหน้าที่ของตัว และต้องทำให้ดีทีสุด ตามสภาพ ที่มีและเป็นอยู่

ท.ทหารอดทน
      นี่ชัดเจน ว่า แทน ข้าราชการ ว่า ต้องมีน้ำอดน้ำทน ทำงานไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เพื่อชาติ

ธ.ธง คนนิยม
      เป็นภาพสะท้อนให้คนรักชาติบ้านเมือง ให้เห็นแก่ประโยชน์ของชาติอันดับแรกเลย

ภ.สำเภากางใบ
      สะท้อนว่า หากจะค้าขายไกล ๆ ต้องพัฒนาศักยภาพของตนเองให้สอดรับกับ สถานการณ์ต่าง ๆ

ร. ล. ว.
      เป็นอักษรชุด ๓ ตัว เรียง ที่มาสะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนไทยที่จะมีส่วนเกี่ยวข้อง กับ ธรรมชาติ น้ำ  สัตว์ และการฝีมือ ที่งดงาม เป็นเอกลักษณ์ของชาติ

ษ.หนวดยาว ศ.ศาลา ส.เสือดาวคะนอง
      สามสอ นี้ เป็นภาคตัวแทนของ อุปนิสัยใจคอของคนไทยว่า รักสงบ(ษ.) โอบอ้อมอารีย์(ศ.) แต่ ใจนักเลง (ส.)

ห.หีบ ไม่พบที่มา

ฬ.จุฬาท่าผยอง
      สะท้อนว่า ริจะเป็นผู้ปกครอง ริจะอยู่เหนือคนอื่น ต้อง ต้านทานอุปสรรคนานาได้ คล้ายกับว่าวจะขึ้นสูงต้องต้านแรงลมได้

อ.อ่างเนืองนอง
      เป็นสัญญลักษณ์ ย้ำว่าคนไทย ต้องมีจิตคิดเพื่อคนอื่นเสมอ ก่อนคิดเพื่อตัว

ฮ.นกฮูก
      สะท้อนว่า คนไทย ขยัน ตั้งแต่เช้า (ไก่) ยันค่ำ(นกฮูก) เป็นสัตว์ที่ตื่น อยู่ตลอดเวลา