Category Archives: สำนวนนี้มีที่มา

เรียบร้อยโรงเรียนจีน

 

      “เรียบร้อยโรงเรียนจีน” นั้น เป็นสำนวนที่มีอายุประมาณเสี้ยวศตวรรษ คือเกิดขึ้นในสมัยที่มี กองโรงเรียนราษฎร์ อันเป็นส่วนราชการในกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ส่วนราชการนี้มีหน้าที่ดูแลและควบคุมสถานศึกษาทั้งปวงที่เป็นของเอกชน บัดนี้ได้ขยายขึ้นเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน มีฐานะเท่ากรม มีเลขาธิการเป็นผู้บังคับบัญชา

      เหตุที่เกิดสำนวนนี้ขึ้น ก็เพราะกองโรงเรียนราษฎร์มีเจ้าหน้าที่ตรวจโรงเรียน ดูแลเกี่ยวกับการเรียนการสอน อาคารสถานที่ รวมไปถึงการจัดสวัสดิการให้แก่ครูและนักเรียน ให้เป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด       ผลการตรวจโรงเรียนที่เจ้าหน้าที่ของกองโรงเรียนราษฎร์รายงานนั้น เป็นเอกสารข้อมูลที่มีผลต่อโรงเรียนราษฎร์เป็นอย่างยิ่ง คืออาจได้งบประมาณช่วยเหลือเพิ่ม หรือ ลด หรือ งด ไปเลยก็ได้ บางทีก็อาจถึงสั่งปิดโรงเรียนเอาเลยทีเดียว  เจ้าหน้าที่ตรวจโรงเรียนจึงเป็นที่เกรงอกเกรงใจ และเจ้าของโรงเรียนจำเป็นต้องเอาใจใส่ ต้อนรับขับสู้เป็นพิเศษทุกครั้งที่มีการไปตรวจโรงเรียน

       แน่นอน เจ้าของโรงเรียนที่เป็นคนจีนย่อมถนัดในเรื่องเช่นนี้ยิ่งกว่าเจ้าของที่เป็นคนไทย และเป็นที่รู้จักในบรรดาเจ้าหน้าที่ว่า ใครได้ไปตรวจโรงเรียนจีน  คนนั้นย่อมเป็นคนของหัวหน้ากอง หรือไม่ก็เป็นที่ชอบพอเป็นพิเศษของผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไป ผลการตรวจก็จะต้องออกมาว่าเรียบร้อยทุกครั้งไป

       สำนวน “เรียบร้อยโรงเรียนจีน” จึงเกิดขึ้นแรก ๆ ก็ใช้กันเฉพาะในกองโรงเรียนราษฎร์ แต่ต่อมาก็ได้ขยายวงออกไปเรื่อย ๆ ผู้ที่ใช้รู้ที่มาบ้าง ไม่รู้บ้าง จึงเป็นเหตุให้สำนวนนี้แตกลูกออกไปต่าง ๆ

 

Advertisements

ลงแขก

      ความหมาย ขอแรงคนให้ช่วยทำงาน
ความเป็นมา สำหรับสำนวนนี้ใช่สำหรับงานอะไรก็ได้ แต่ที่ใช้กันส่วนมาเป็นการทำนาเกี่ยวข้าว คือข้าวนาในสุกแล้วเกี่ยวคนเดี่ยวไม่ไหว ก็เลยต้องขอแรงจากเพื่อนบ้าน แล้วพลัดกัน เขามาช่วยเรา และเราก็ไปช่วยเขา เป็นธรรมเนียมเรียกว่า “ลงแขก”

TraditionalThailand22
ตัวอย่าง
“เวลานั้นจำเลยกับพวกกำลังเลี้ยงสุราอาหารกัน เพราะจำเลยลงแขกเอาแรงกันช่วยมุงหลังคาเรือนมารดาจำเลย”   โวหารกรมสวัสดิ์คำพิพากษาศาลฎีกา

ครอบ

       ความหมาย สอนวิชา ความรู้
       ความเป็นมา “คำว่า “ครอบ” มาจากพิธีครอบโขนละคร” ซึ่งทำกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ คือ ผู้ฝึกหัดเป็นตัวโขนตัวละครรำ เมื่อหัดรำจนรำเพลงช้าเพลงเร็วได้ดีแล้ว ครูอาจารย์ก็จัดทำพิธี ครอบให้ พิธีมีหลายระยะแต่ที่สำคัญก็คือ ครุซึ่งแต่งตัวเป็นฤาษีออกครอบศีรษะ ให้ศิษย์ แล้วเอาหัวโขนอื่นๆ มีหัวพระอิศวร หัวพระพิรามฯลฯ ครอบเป็นลำดับไปเสร็จพิธีแล้วศิษย์ที่ครูครอบให้นั้นก็นับว่า เป็นตัวโขนตัวละครออกโรงเล่นได้ สรุปความว่า “ครอบ” คือครอบหัวโขนที่ครูใช้ศิษย์ แสดงว่าศิษย์นั้นความรู้วิชา รำดีแล้ว ต่อมาเราเอาคำ “ครอบ” นี้ใช้พูดเป็นสำนวนหมายถึงสอนอะไรให้ทุกอย่าง “ครอบ” เป็นสำนวนใช้คู่ขับ ” ขึ้นครู” จึงหมายความเรียน ”ใครครอบให้” หมายความว่าใครสอนให้ ”ขึ้นครูแล้วหรือยัง” หมายความว่าเรียนจากครูแล้วหรือยัง

Image

กินขันหมาก

    images

       ความเป็นมา สำนวนนี้มาจากประเพณีสู่ของแต่งงานของไทยที่มีมาแต่โบราณดึกดำบรรพ์ คือการสู่ขอผู้หญิงมาเป็นภรรยา ผ่ายชายต้องจัดขันใส่หมากไปหมั้นชั้นหนึ่งก่อน เรียกว่า ”ขันหมากหมั่น” ถึงกำหนดขันแต่งงานก็ได้ของไปอีก มีเป็นสองอย่าง คือ ขันใส่หมากพลู ข้าวสารกับเตียบ(ตะลุ่มหรือโต๊ะ) ใส่ห่อหมก หมูต้ม ขนมจีน เหล้าอ้อย มะพร้าวอ่อน ฯลฯ เรียกว่า “ขันหมากดังกล่าว ผ่ายหญิงรับไว้สำหรับเลียงแขกและแจกจ่ายชาวบ้าน เพื่อแสดงว่า มีบุตรสาวได้แต่งงานเป็นหลักฐาน ใครที่มีบุตรได้แต่งงานจึงชื่อว่า “กินขันหมาก” ซึ่งหมายถึงได้กินของซึ่งเรียกว่า ขันหมากเอก ขันหมากเลวนั้น สุนทรภู่ว่าไว้ในสุภาษิตสอนหญิงว่า “ท่านเลี้ยงมาว่าจะให้เป็นหอห้องหมายจะกองทุนสินกินขนม” นี้ก็หมายถึง กินขันหมาก เนื่องจากแต่งงานบุตรีนั้นในกฏหมายลักษณะผังเมียที่มีมาตั้งแต่แผ่นดิน พระเจ้าอู่ทองมีมาตรา หนึ่งว่า “ผู้ใดไปสู่ขอลูกสาวหลานสาวท่าน บิดามารดาญาติแห่งหญิงตกปากให้ได้กิน ขันหมากท่านแล้ว”นี้แสดงว่าดำ” กินขันหมากเป็นสำนวนเก่าแก่ ที่สุดของไทย
ตัวอย่าง
“    ถึงตกทุกข์บุกไพรได้ความยาก            แต่ได้กินขันหมากเป็นสองหน”
.                                                                                 ไชยเชษฐ์ พระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 2

เผลอเรอกระเชอก้นรั่ว

       ความหมาย เลินเล่อ ไม่เอาใจใส่ระวังดูแลให้รอบคอบ
  ความเป็นมา มูลของสำนวนมาจากนิทานโบราณ ใน นนทุกปกรณัม เรื่องมีว่ามีพรานไปซุ่มช้อนปลากับภรรยา ภรรยานั้นเป็นกาลกิณีกระเดียดกระเชอก้นรั่วตามสามี สามีช้อนได้ปลามาใส่กระเชอ ภรรยาก็ไม่พิจารณา ปลาก็ลอดลงน้ำไป สามีไม่รู่ช้อนได้หลงใส่กระเชอไปเรื่อย ๆ ปลาก็ลอดไปหมดไม่เหลือ ระหว่างนั้นมีภรรยานายสำเภา เป็นหญิงดีมีสิรินั่งอยู่ท้ายเรือ เห็นปลาลอดลงน้ำก็ยิ้ม นายสำเภาเป็นกาลกิณี เห็นนางดูนายพรานแล้วยิ้มเข้าใจว่านางพอใจ พรานก็โกรธ จะให้นางไปเป็นเมียพราน ในที่สุดนายสำเภากับนายพรานก็ตกลงแลกเมียกัน เมียนายพรานมาอยู่กับนายสำเภา ทำให้พรานเจริญขึ้นเป็นเสนาบดีของพระเจ้าแผ่นดิน แล้วต่อมาได้เป็นเจ้าพระยาแผ่นดิน นั่นคือใครที่ทำอะไรเผลอเรอเลินเล่อทำอะไรไม่รอบคอบก็พูดกันว่า “เผลอเรอกระเชอก้นรั่ว”

ตกกระไดพลอยโจร

scan0004

        ความหมาย พลอยประสมทำไปในเรื่องที่ผู้อื่นเป็นต้นเหตุก็ได้ หรือเป็นเรื่องของตนเอง ไม่เกี่ยวกับผู้อื่นก็ได้
  ความเป็นมา เมื่อเห็นว่าจำเป็นต้องทำตามไป สำนวนนี้มีความหมายเป็นสองทาง ทางหนึ่งผู้หนึ่งผู้อื่นเป็นไปก่อนแล้วตัวเองพลอยตามเทียบตามคำในสำนวนก็คือว่า เห็นคนอื่นตกกระไดตนเองก็พลอยโจนตาม อีกทางหนึ่งไม่เกี่ยวกับคนอื่น ตนเองรู้สึกตนว่าถึงเวลาที่ตนเองจะต้องทำโดยที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ก็เลยประสมทำไปเสียเลย เทียบกับคำในสำนวนเทียบกับว่าตนเองตกกระไดแต่ยังมีสติอยู่ ก็รีบโจนไปให้มีท่าทางไม่ปล่อยให้ตกไปอย่างไม่มีท่า

.
ตัวอย่าง ในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนปลายงามเข้าหาศรีมาลา มีกลอนขุนแผนว่า
“…   งองามก็หลงงงงวย
ไม่ช่วยไปข้างหน้าจะว้าวุ่น
ตกกระไดพลอยโผนโจนตามบุญ
ทำเป็นหุนหันโกรธเข้าพลอยงาม”

ดูตาม้าตาเรือ

    images

      ความหมาย พูดหรือทำอะไรก็ตาม ให้ระมัดระวังพินิจพิเคราะห์ ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า ข้างหลังบ้าง ไม่ให้ซุ่มซ่าม
      ความเป็นมา มาจากการเล่นหมากรุก ซึ่งมีตัวหมากเรียกว่า “ม้า” และ “เรือ” ม้าเดินตามเฉียงทะแยงซึ่งทำให้สังเกตยาก ส่วนเรือเดินตายาวไปได้สุดกระดานเวลาเดินหมากอาจจะเผลอ ไม่ทันสังเกตตาที่ม้าอีกฝ่ายหนึ่งเดิน หรือไม่ทันเห็นเรืออีกฝ่ายหนึ่งที่อยู่ไกล เดินหมากไปถูกตาที่ม้าหรือเรือฝ่ายตรงข้ามสกัดอยู่ ก็ต้องเสียตัวหมากของตนไปให้คุ่แข่ง การดูหมากต้อง “ดูตาม้าตาเรือ” ของฝ่ายตรงข้าม เลยนำสำนวนนี้มาพูดกันเมื่อเวลาจะพูดหรือทำอะไรก็ตาม ให้ระมัดระวังพินิจพิเคราะห์ ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า ข้างหลังบ้าง ไม่ให้ซุ่มซ่าม

ตีวัวกระทบคราด

    %E0%

       ความหมาย แสร้งพูดหรือทำกับสิ่งหนึ่งให้กระทบกระเทือนไปถึงอีกสิ่งหนึ่ง
    ความเป็นมา สำนวนนี้เอาคราดกับวัวมาเปรียบกับคราดคือ เครื่องสำหรับกวาดลากมูลหญ้ามูลฝอย ฯลฯ ตามพื้นดินในนา ทำด้วยไม้เป็นซี่ ๆ มีคันยาวใช้วัวลาก เวลาคราดตีวัว วัวก็ลากคราดไป ที่มาพูด “ตีวัวกระทบคราด” ก็คงเนื่องจากความสำคัญอยู่ที่คราด ประสงค์จะให้คราดทำงานแต่ทำอะไร คราดไม่ได้ก็หันมาทำกับวัว วัวต้องรับบาป ถูกตีจึงพูดว่า “ตีวัวกระทบคราด” เลยเอามาเป็นสำนวนหมายถึง ต้องการจะทำอะไรกับสิ่งหนึ่ง แต่ทำสิ่งนั้นไม่ได้ ก็หาทางไปทำกับสิ่งอื่น ให้มีผลกระเทือนถึงสิ่งที่ต้องการจะทำนั้น
ตัวอย่าง
“…น้อยเอยน้อยหรือ                           สนุกมือทำไมกับข้าวของ
ถ้อยโถทุบประแทรกแตกเป็นกอง       หยาบคายร้ายแรงเต็มประภา
ราคาค่างวดสักกี่เบี้ย                           ต่อยเสียอีกเถิดพี่ไม่ว่า
หน่อยหนึ่งก็ตะเภจะเข้ามา                  คอยซื้อหาเอาใหม่อย่าทุกข์ร้อน
ไม่พอที่ตีวัวกระทบคราด                     สัญชาติกระต่ายแก่แม่ปลาช่อน”
.                                                                                  คาวี พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2

ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

    S05

       ความหมาย ทำอะไรต้องเสียทรัพย์แล้ว ไม่ได้ทรัพย์คุ้มกับที่ต้องเสียไป เช่น ทำงานมงคลอย่างใดอย่างหนึ่ง จัดเป็นงานหลายวันต้องหมดเปลืองมาก สำนวนที่ใช้หมายความอีกทางว่า ใช้จ่ายทรัพย์ในทางที่ไม่เกิดประโยชน์ก็ได้
       ความเป็นมา ตำน้ำพริกเป็นเรื่องสำหรับสำหรับที่จะปรุงแกงทำเป็นอาหาร น้ำที่จะใช้ละลายก็ต้องเป็นไปตามส่วนของน้ำพริก จึงจะได้รสชาติดี แต่ถ้าตำน้ำพริกไปละลายในแม่น้ำก็เสียพริกเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ แล้วน้ำพริกจำนวนเพียงเล็กน้อย ส่วนแม่น้ำกว้างใหญ่ เอาลงไปละลายก็กระจายสูญหายไปสิ้น ไม่ทำให้น้ำในแม่น้ำเกิดอะไรผิดแปลกมาเลย
ตัวอย่าง
“…ตำพริกขยิกขยี้       ฝีมือ
พริกป่นคนคิดถือ         ครกได้
ละลายลงทะเลฤา       รสจัก เผ็ดนา
ดั่งคนใจกว้างให้         ทรัพย์น้อยละลายสูญ”
.                                                         โครงสุภาษิต

ควักกระเป๋า

       ความหมาย ต้องเสียเงิน ต้องจ่ายเงินจะเป็นเงินจากกระเป๋าเราเอง หรือจากกระเป๋าคนอื่นก็ได้ ไว้ได้ทั้งสองทาง
       ความเป็นมา การหยิบเงินออกจากประเป๋า
ตัวอย่าง
       “การใช้ฝรั่งจึงเป็นการสะดวก เพราะใช่แต่ว่าเขาได้ช่วยให้เราไม่ต้องทำงานด้วยกำลัง ทั้งเขายังได้ปลดเปลื้องความลำบากของเราในการที่ต้องคิดอีกด้วย เราเป็นแต่ควักกระเป๋าฝรั่งเขาจัดการเสร็จ”  จากโคลงติดล้อของอัศวพาหุ
       “ วิธีที่จะเรี่ยไรให้ได้เงินมากต้องให้ออกกันตามมีตามจน ซึ่งแปลว่าจะควักกระเป๋าคนมั่งมีได้ และยกเว้นไม่ต้องควักกระเป๋าคนจน”  จากเรื่องที่เสียของครูเทพ