Category Archives: เกร็ดวรรณคดี

ครุฑกับนาคตำนานแค้นสองเผ่าพันธุ์

       ตามตำนานของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เล่าว่า ในครั้งบรรพกาลยังมีมหาเทพฤษีองค์หนึ่งนามว่า พระกัศยปมุนี ซึ่งเป็นฤษีที่มีฤทธิ์เดชมากและเป็นผู้ให้กำเนิดเทพอีกหลายองค์จนถูกเรียก ขานว่า พระกัศยปเทพบิดร พระองค์มีชายาหลายองค์ โดยในบรรดาชายาทั้งหลายนั้นมีชายาสององค์ซึ่งเป็นพี่น้องกันนามว่า วินตาและกัทรุ

       นางทั้งสองได้ขอพรให้กำเนิดบุตรจากพระกัศยป โดยนางกัทรุได้ขอพรว่าขอให้มีบุตรจำนวนมาก ซึ่งต่อมาก็ได้ให้กำเนิดนาคหนึ่งพันตัว อาศัยอยู่ในแดนบาดาล ส่วนนางวินตาขอบุตรเพียงสององค์และขอให้ลูกมีอำนาจวาสนา ซึ่งเมื่อนางคลอดบุตร ก็ปรากฏว่าออกมาเป็นไข่สองฟอง ด้วยความทนรอดูหน้าบุตรไม่ไหว นางจึงทุบไข่ฟองหนึ่งและปรากฏเป็นเทพบุตรที่มีกายเพียงครึ่งบนชื่อ อรุณ อรุณเทพบุตรโกรธมารดาที่ทำให้ตนออกจากไข่ก่อนกำหนดจนมีร่างกายไม่ครบ จึงสาปให้มารดาของตนต้องเป็นทาสนางกัทรุโดยกำหนดให้บุตรคนที่สองของนางเป็น ผู้ช่วยนางให้พ้นจากความเป็นทาส จากนั้นจึงขึ้นไปเป็นสารถีให้กับพระอาทิตย์หรือสุริยเทพ นางวินตาจึงไม่กล้าทุบไข่ฟองที่สองออกมาดู และรอจนถึงกำหนด จนเมื่อไข่ฟักออกมา ก็ปรากฏเป็น พญาครุฑ ซึ่งเมื่อแรกเกิดนั้นก็มีร่างกายขยายออกใหญ่โตจนจรดฟ้า ดวงตายามกะพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกคราใด ขุนเขาก็จะตกใจหนีหายไปพร้อมพระพาย รัศมีที่พวยพุ่งออกจากกายมีลักษณะดั่งไฟไหม้ทั่วสี่ทิศ

       ในกาลต่อมา นางกัทรุและนางวินตาได้ท้าพนันกันถึงสีของม้าอุไฉศรพ (บางตำราก็ว่าม้าทรงรถของพระอาทิตย์) ที่เกิดเมื่อคราวกวนเกษียรสมุทรและเป็นสมบัติของพระอินทร์ โดยพนันว่าใครแพ้ต้องเป็นทาสอีกฝ่ายห้าร้อยปี นางวินตาทายว่าม้าสีขาว ส่วนนางกัทรุทายว่าสีดำ ซึ่งความจริงม้าเป็นสีขาวดังที่นางวินตาทาย แต่นางกัทรุใช้อุบายให้นาคลูกของตนแปลงเป็นขนสีดำไปแซมอยู่เต็มตัวม้า (บางตำนานว่าให้พ่นพิษใส่จนม้าเป็นสีดำ) นางวินตาไม่ทราบในอุบายนี้เลยยอมแพ้ จนต้องเป็นทาสของนางกัทรุถึงห้าร้อยปี

       ภายหลังเมื่อครุฑได้ทราบถึงสาเหตุที่มารดาต้องตกเป็นทาส จึงไปเจรจาขอให้พวกนาคยอมปล่อยมารดาตน พวกนาคจึงสั่งให้พญาครุฑไปเอาน้ำอมฤตมาให้เพื่อแลกกับอิสรภาพของนางวินตา พญาครุฑจึงบินไปสวรรค์ไปเอาน้ำอมฤตซึ่งอยู่กับพระจันทร์ แล้วคว้าพระจันทร์มาซ่อนไว้ใต้ปีก แต่ถูกพระอินทร์และทวยเทพติดตามมาและเกิดต่อสู้กันขึ้น ฝ่ายเทวดานั้นไม่อาจเอาชนะได้ ร้อนถึงพระวิษณุหรือพระนารายณ์ต้องมาช่วยขวางครุฑไว้และต่อสู้กัน ทว่าต่างฝ่ายต่างไม่อาจเอาชนะกันได้ ทั้งสองจึงทำความตกลงยุติศึก โดยพระวิษณุทรงให้พรแก่ครุฑว่าจะให้ครุฑเป็นอมตะและให้อยู่ตำแหน่งสูงกว่า พระองค์ ส่วนครุฑก็ถวายสัญญาว่าจะเป็นพาหนะของพระวิษณุและเป็นธงครุฑพ่าห์สำหรับปัก บนรถศึกของพระวิษณุอันเป็นที่สูงกว่า

       จากนั้น พญาครุฑก็นำหม้อน้ำอมฤตลงมา ทว่าพระอินทร์ได้ตามมาขอคืน พญาครุฑก็บอกว่าตนจำต้องรักษาสัตย์ที่จะนำไปให้เหล่านาคเพื่อไถ่มารดาให้พ้น จากการเป็นทาสและให้พระอินทร์ตามไปเอาคืนเอง จากนั้นครุฑได้เอาน้ำอมฤตไปให้นาคโดยวางไว้บนหญ้าคาและได้ทำน้ำอมฤตหยดบน หญ้าคา 2-3 หยด (ด้วยเหตุนี้ หญ้าคาจึงถือเป็นสิ่งมงคลในทางศาสนาพราหมณ์) ส่วนนาคเมื่อเห็นน้ำอมฤตก็ยินดี จึงยอมปล่อยนางวินตาให้เป็นอิสระ

532272_385914858123813_1058891001_n

 

       ขณะที่เหล่านาคพากันไปสรงน้ำชำระกายเพื่อเตรียมมาดื่มน้ำอมฤตนั่นเอง พระอินทร์ก็รีบมานำหม้อน้ำอมฤตกลับไป ทำให้พวกนาคไม่ได้กิน พวกนาคจึงเลียที่ใบหญ้าคาด้วยเชื่อว่าอาจมีหยดน้ำอมฤตหลงเหลืออยู่ ทำให้ใบหญ้าคาบาดกลางลิ้นเป็นทางยาว (เรื่องนี้กลายเป็นที่มาว่าทำไมงูจึงมีลิ้นเป็นสองแฉกสืบมาจนทุกวันนี้)

       แม้ว่าจะไถ่ตัวมารดากลับมาได้แล้ว แต่พญาครุฑยังแค้นใจที่พวกนาคใช้เล่ห์กลจนมารดาของตนต้องตกเป็นทาส ทำให้พญาครุฑและเหล่าลูกหลานรุ่นต่อมา ตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกนาค โดยเหล่าครุฑจะโฉบลงมายังมหาสมุทรและโฉบนาคไปฉีกท้องจิกกินมันเปลวและทิ้ง ร่างไร้ชีวิตของนาคตกลงมหานที ข้างฝ่ายพวกนาคนั้นแม้จะพยายามต่อสู้แต่ก็ไม่อาจสู้ไหวจึงพากันเลื้อยหนีไป หลบภัยยังสะดือทะเล แต่ก็ถูกครุฑใช้ปีกโบกสะบัดจนน้ำลดแห้งและจับนาคไปฉีกท้องกิน เหล่านาคจึงพยายามกลืนหินใหญ่ลงท้องเพื่อถ่วงตัวให้หนัก ครุฑตนใดไม่รู้อุบายเวลาโฉบลงจับนาคก็ถูกหินที่นาคกลืนลงไปถ่วงน้ำหนักจนบิน ขึ้นไม่ไหวและจมน้ำตายส่วนครุฑที่รู้อุบายนี้ก็จะจับนาคทางหางและเขย่าจนนาค ต้องคายหินออกมา

        และนี่เองคือเรื่องราวความพยาบาทของพญาครุฑและพญานาค สองเผ่าพันธุ์สัตว์เทพเจ้าในตำนาน62940_534652759908819_1870457807_n

Advertisements

สัตบริภัณฑ์คีรี

       คนอินเดียสมัยโบราณ  นั้นเหมือนกับชาวจีนคือ ยึดถือว่า “ดาวขั้นฟ้าเหนือ” เป็นศูนย์กลางจักรวาล แต่ต่างกันตรงที่ คนจีนนับถือว่า ดาวขั้วฟ้าเหนือคือเทพ แต่คนอินเดียกลับไม่คิดเช่นนั้น โดยคนอินเดียเชื่อว่านั่นคือที่ประทับของเทพ ผู้มีมเหศักดิ์อันยิ่งใหญ่ คือมหาบรรพต เป็นศูนย์กลางของจักรวาล นั่นคือ เขาพระสุเมรุ

       เขาพระสุเมรุ หรือ “สิเนรุราชบรมบรรพต” ถือเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลตามคติความเชื่อของคนอินเดียโบราณ  โดยแบ่งจักรวาลออกเป็น ๗ ชั้น โดยในความเชื่อนั้นเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล ล้อมรอบด้วยเทือกเขา ๗ ชั้น ซึ่งแต่ละภูเขานั้นถูกขั้นกลางด้วย “มหานทีสีทันดร” จนถึงชั้นนอกสุดคือกำแพงจักรวาล โดยที่เทือกเขาทั้ง ๗  นั้น เรียกว่า “สัตบริภัณฑ์คีรี”

AyuthayaB03

       สัตตบริภัณฑ์คีรี เป็นชื่อภูเขาในตำนานพุทธศาสนา เชื่อว่าตั้งอยู่กลางป่าหิมพานต์ มีเทือกเขา ๗ เทือกเขารอบเขาพระสุเมรุ ประกอบด้วย

ลำดับที่

ชื่อภูเขา

ผู้อาศัย

ยุคนธร

พระอาทิตย์ และพระจันทร์

อิสินธร

มเหศรเทพบุตร

กรวิก

นกการเวก

สุทัศน์

ทิพยโอสถ

เนมินทร

บัวใหญ่เท่ากงรถ

วินันตก

แม่พญาครุฑ (นางวินตา)

อัศกรรณ

กำยาน(ไม้หอม)

 

 

พญายักษ์ทศกัณฐ์

       ท้าวราพณ์, ท้าวราวณะ หรือ ราพณาสูร (สันสกฤต: रावण, Rāvaa) หรือมักเรียก ทศกัณฐ์ (ผู้มีสิบคอ คือ มีสิบศีรษะ) เป็นตัวละครเอกตัวหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์ บุตรของท้าวลัสเตียนกับนางรัชฎา เจ้าครองกรุงลงกา เดิมเป็นยักษ์ชื่อ “นนทก” กลับชาติมาเกิด ซึ่งนนทกมีหน้าที่ล้างเท้าให้กับเทวดาทั้งหลาย เทวดาเหล่านั้นก็มักจะลูบหัวนนทกจนล้าน นนทกจึงเกิดความแค้น เลยไปขอนิ้วเพชรจากพระอิศวร แล้วทำร้ายพวกเทวดาที่มาลูบหัวตน นนทกได้เข่นฆ่าเหล่าเทวดาตายนับไม่ถ้วน ทำให้พระอิศวรต้องร้องขอพระนารายณ์ให้มาช่วยปราบนนทกให้

250px-Ravana

     พระนารายณ์จัดการกับนนทก โดยการจำแลงองค์เป็นนางเทพอัปสรดักอยู่ตรงทางที่นนทกเดินผ่านเป็นประจำ ฝ่ายยักษ์นนทกเมื่อได้เห็นนางจำแลงจึงเกิดความหลงและเข้าไปเกี้ยวพาราสี นางจำแลงแสร้งทำยินดี โดยยื่นข้อเสนอว่าให้นนทกร่ายรำตามนางทุกท่าแล้วจะยินดีผูกมิตรด้วย และแล้วยักษ์นนทกก็ทำตามนาง โดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็นเล่ห์กล จนกระทั่งถึงท่านาคาม้วนหางนิ้วเพชรของนนทกชี้ไปที่ขาของตัวเอง ขานนทกก็หักลงทันใด นนทกล้มลง ทันใดนั้น นางแปลงกลายเป็นพระนารายณ์เหยียบอกนนทกไว้

       ก่อนตายนนทกอ้างว่าพระนารายณ์มีหลายมือตนสู้ไม่ได้ พระนารายณ์จึงให้คำสัตย์ว่า ให้นนทกไปเกิดใหม่ มีสิบเศียรสิบพักตร์ยี่สิบมือ เหาะเหินเดินอากาศได้ มีอาวุธนานาชนิดครบทุกมือ ส่วนพระนารายณ์จะไปเกิดเป็นมนุษย์มีสองมือและตามไปฆ่านนทกให้ได้ นนทกต่อมานนทกไปเกิดเป็นเปรตอยู่ที่เขาของพระอิศวรมีกระดูกยื่นออกมาจาก ศีรษะและใช้เส้นเอ็นของตนเล่นศอจนพระอิศวรลงมานนทกจึงขอพรให้ตนไปเกิดเป็นทศ กัณฐ์ตามคำของพระนารายณ์พระอิศวรจึงให้พรแล้วให้นนทกไปจุติในครรภ์พระนางรัช ดา มเหสีท้าวลัสเตียน เจ้ากรุงลงกา เกิดมาเป็นโอรสนามว่า ทศกัณฐ์

       ทศกัณฐ์ เป็นยักษ์รูปงาม มีสิบหน้า ยี่สิบกร ทรงมงกุฏชัย ลักษณะปากแสยะ ตาโพลง กายปกติสีเขียว แต่มีนิสัยเจ้าชู้ ตอนที่เกี้ยวพาราสีนางมณโฑได้เนรมิตร่างตนเองให้เป็นสีทอง

อาวุธของทศกัณฐ์มีดังกลอนต่อไปนี้ 

tossakan

กระทืบบาทผาดโผนโจนร้อง กึกก้องฟากฟ้าอึงอุด
มือหนึ่งจับศรฤทธิรุทร มือสองนั้นยุดพระขรรค์ชัย
มือสามจับจักรกวัดแกว่ง มือสี่จับพระแสงหอกใหญ่
มือห้าจับตรีแกว่งไกว มือหกฉวยได้คฑาธร
มือเจ็ดนั้นจับง้าวง่า มือแปดคว้าได้พะเนินขอน
มือเก้ากุมเอาโตมร กรสิบนั้นหยิบเกาทัณฑ์

      ไม่มีใครฆ่าทศกัณฐ์ให้ตายได้ เพราะได้ถอดดวงใจใส่กล่อง ฝากไว้กับอาจารย์ คือพระฤๅษีโคบุตร ด้วยความที่มีนิสัยเจ้าชู้ ได้ลักพาตัวนางสีดาผู้มีรูปโฉมที่งดงาม ไปจากพระรามที่เป็นพระสวามี เป็นเหตุให้เกิดศึกสงครามระหว่าง ฝ่ายพระราม กับ ฝ่ายทศกัณฐ์ จนญาติมิตรของฝ่ายทศกัณฐ์ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก สุดท้ายทศกัณฐ์เองก็ต้องตายเพราะนิสัยเจ้าชู้และความไม่ยอมแพ้ของตน ซึ่งก่อนตาย ทศกัณฐ์ได้รู้ตัวแล้วว่าต้องตายแน่ แต่ด้วยขัตติยมานะจึงต้องต่อสู้กับพระราม จึงแต่งองค์อย่างงดงาม และถูกศรพรหมมาศของพระรามฆ่าตาย ก่อนตาย ทศกัณฐ์ได้เห็นภาพว่า แท้ที่จริงแล้วพระรามคือ พระนารายณ์อวตาร และได้สั่งเสียกับน้องชายตัวเอง คือ พิเภก ด้วยใบหน้าทั้งสิบ ซึ่งเรียกว่า “ทศกัณฐ์สอนน้อง” และภายหลังพิเภกก็ได้ครองกรุงลงกาสืบต่อแทน

   ปากหนึ่งว่าโอ้พิเภกเอ๋ย ไฉนเลยมาแกล้งฆ่าพี่
ตัวเราก็จะม้วยชีวี ในเวลานี้ด้วยศรพิษ
ปากสองว่าเจ้าจะครองยศ ร่วมท้องสืบสายโลหิต
จะได้ผ่านลงกาสมคิด เป็นอิสรภาพแก่หมู่มาร
ปากสามขอฝากมณโฑด้วย โปรดช่วยบำรุงเป็นแก่นสาร
ทั้งอัคคีกัลยายุพาพาล ฝูงสนมบริวารทั้งนั้น
ปากสี่ว่าเจ้าจะครองยศ ปรากฏเป็นจอมไอศวรรย์
จงเอ็นดูสุริยวงศ์พงศ์พันธุ์ โดยธรรม์สุจริตประเวณี
ปากห้าจงดำรงทศพิธ อย่าทำทุจริตให้เหมือนพี่
ตัดโลภโอบอ้อมอารี แก่โยธีไพร่ฟ้าประชากร
ปากหกว่าเจ้าจงอดโทษ ซึ่งกริ้วโกรธด่าว่ามาแต่ก่อน
อย่าให้เป็นเวราอาวรณ์ แก่เราผู้จะจรไปเมืองฟ้า
ปากเจ็ดขอฝากนคเรศ อันทรงวงศ์พรหเมศนาถา
สืบมาแต่องค์พระอัยกา เมตตาอย่าให้จลาจล
ปากแปดว่าเราเลี้ยงท่าน ก็ประมาณหมายใจให้เป็นผล
ตัวเราชั่วเองจึงเสียชนม์ แล้วได้ร้อนรนทั้งแผ่นภพ
ปากเก้าว่าพี่จะลาตาย น้องชายเมตตาช่วยปลงศพ
อย่าให้ค้างราตรีในที่รบ ไตรภพจะหมิ่นนินทา
สิบปากสิ้นฝากสิ้นสั่ง สิ้นกำลังสิ้นคิดยักษา
พิษศรร้อนรุ่มทั้งกายา อสุรากลิ้งเกลือกเสือกไป

     ทศกัณฐ์ เป็นหนึ่งในยักษ์ทวารบาลสองตน ที่ยืนเฝ้าประตูทางเข้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามคู่กับสหัสเดชะ เพราะถือว่าเป็น ยักษ์ที่มีฤทธิ์มากเท่าเทียมกัน

     มีการวิเคราะห์กันว่า ตัวละครอย่าง ทศกัณฐ์ หรือบรรดายักษ์ในเรื่อง เป็นตัวแทนของชาวทัสยุ หรือ ดารวิเดียน ซึ่งเป็นชนชาวผิวดำที่อยู่ทางตอนใต้ของอินเดียในสมัยโบราณ และพระราม หรือ พลพรรคลิง เป็นตัวแทนของชาวอารยัน หรือชาวผิวขาวที่อยู่ทางตอนเหนือ และชาวอารยันก็ได้ทำสงครามชนะชาวทัสยุ ซึ่งต่อมาก็ได้มีการแต่งวรรณกรรมเรื่อง รามเกียรติ์ นี้ขึ้นมาเพื่อยกย่องพวกตนเอง

“ตราราหู” ศาตราวุธนางละเวง

พระราหู (เทวนาครี: राहु ราหู) เป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง ในคติไทย

rahuaojan

การกำเนิดของพระราหู

การกำเนิดของพระราหูมีสองตำนานคือ

  1. พระราหูถูกสร้างขึ้นมาโดยพระอิศวร หรือพระศิวะจากหัวกะโหลก 12 หัว บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีทอง แล้วประพรมด้วยน้ำอัมฤตเสกได้เป็นพระราหู มีสีวรกายสีนิลออกไปทางทองแดง ทรงสุบรรณ (ครุฑ) เป็นพาหนะ มีวิมานสีนิลอยู่ในอากาศ ประจำอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) และแสดงถึงเศษวรรคที่ 1 (ย ร ล ว)
  2. พระราหูเป็นโอรสของท้าววิประจิตติและนางสิงหิกาหรือนางสิงหะรา เมื่อเกิดมามีกายเป็นยักษ์และมีหางเป็นนาค

       พระราหูเป็นเทวดานพเคราะห์ประเภทบาปเคราะห์ ให้ผลในทางลุ่มหลงมัวเมา พระราหูเป็นมิตรกับพระเสาร์และเป็นศัตรูกับพระพุธอันมีเหตุตามนิทานชาติเวร

      ในอดีตชาติ พระราหูได้เกิดมาเป็นน้องร่วมท้องเดียวกันกับเทวดานพเคราะห์อีกสององค์ คือ พระอาทิตย์ และพระจันทร์ โดยพระราหูเกิดเป็นน้องสุดท้อง ครั้งหนึ่ง พระราหูได้ร่วมทำบุญถวายพระที่มารับบิณฑบาตร่วมกับพี่ทั้งสองคน พระอาทิตย์ตักบาตรในครั้งนั้นด้วยภาชนะทอง พระจันทร์ตักบาตรด้วยภาชนะเงิน ส่วนพระราหูตักบาตรด้วยภาชนะที่ทำมาจากกะลามะพร้าว เมื่อทั้ง3พี่น้องได้มาเกิดเป็นเทวดานพเคราะห์ พระอาทิตย์จึงมีรัศมีและวรรณะเปล่งปลั่งดุจทองคำ พระจันทร์มีรัศมีและวรรณะเป็นสีขาวสว่างดุจเงิน และพระราหูมีรัศมีและวรรณะเป็นสีนิลออกไปทางทองแดง (แต่ในบางตำราก็ว่ากายของพระราหูนั้นมีสีดำบ้าง สีทองบ้าง แตกต่างกันไป)

สาเหตุที่พระราหูมีกายเพียงครึ่งท่อน

       มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่เหล่าเทวดาได้ทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอัมฤตนั้นมี ทั้งเทวดาและยักษ์ทั้งหลายเข้าร่วมทำพิธี พระราหูได้แอบอยู่ในกลีบเมฆ เมื่อทำพิธีสำเร็จพระราหูจึงรีบลอบดื่มน้ำอัมฤตที่เกิดขึ้นนั้น พระอาทิตย์และพระจันทร์ได้เห็นเข้าจึงรีบเอาความนั้นไปทูลบอกพระนารายณ์หรือพระวิษณุ พระนารายณ์ทราบจึงขว้างจักรตัดไปถูกกลางตัวพระราหูขาดกลายเป็นสองท่อน แต่ด้วยว่าน้ำอำมฤตที่พระราหูได้ดื่มนั้นไหลไปจนถึงกลางตัวพระราหูแล้วพอดี ครึ่งบนของพระราหูที่ถูกตัดออกจึงกลายเป็นอมตะ ส่วนครึ่งล่างนั้นได้กลายมาเป็นพระเคราะห์องค์ที่9แห่งเหล่าเทวดานพเคราะห์ ซึ่งก็คือ พระเกตุ

       จากนั้นเมื่อครั้งใดที่พระราหูได้พบเจอพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ พระราหูก็จะจับมากลืนกินด้วยความโกรธแค้นที่เทวดาทั้งสององค์นำเรื่องไป ทูลพระนารายณ์ แต่อมไว้ในปากได้ไม่นานก็ต้องคายออกมาเพราะทนความร้อนและรัศมีของเทวดา นพเคราะห์ทั้งสองไม่ได้ เกิดเป็นเหตุของปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคาตามคติความเชื่อของคนโบราณ

       ในโหราศาสตร์ไทย พระราหูถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ ๘ (เลขแปดไทย) และด้วยเหตุที่สร้างขึ้นมาจากหัวกะโหลก 12 หัว จึงมีกำลังพระเคราะห์เป็น 12 เป็นเทวดาของผู้ที่เกิดวันพุธในเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังใช้แทนดาวมฤตยู (ดาวยูเรนัส)

ตราราหู

    ตราราหูนั้นเป็นอาุวุธวิเศษคู่กายของนางละเวง นางละเวงนั้นมีชื่อเต็ม ๆ ว่า “ละเวงวัณฬา”และต้องบอกด้วยว่าจากวรรณคดีเรื่อง “พระอภัยมณี” ซึ่งทุกท่านที่อ่านวรรณคดีเรื่องนี้ คงจะจำได้ว่า นางละเวงนี้เป็นลูกสาวเจ้ากรุงลงกา  และเป็นคู่ปรับคนสำคัญของนางสุวรรณมาลี  “มเหสีขี้หึงประหนึ่งเสือ” ของพระอภัยมณี  นาง มีของวิเศษคู่บัลลังก์คือ  ตราพระราหู  ตอนเช้าเป็นสีรุ้ง  พอสายกลายเป็นสีขาว  บ่ายเปลี่ยนเป็นสีเหลือง  พอค่ำก็กลายเป็นสีแดง  ตราพระราหูคุ้มแดดคุ้มฝน  ไม่หนาวไม่ร้อนกันอาวุธได้ทุกชนิด โดยตราราหูนั้นทำมาจากกะลาตาเดียว แกะเป็นรูปพระราหู แขวนติดประจำกายอยู่ และมีคืนหนึ่งนางระเวงได้นอนหลับมี “อ้ายย่องตอด” ผู้มีวิชาแก่กล้าทางไสยศาสตร์ ชองจับสัตว์ และคน ดูดเลือดเป็นอาหาร ได้ลอบเข้าไปทำร้ายนางระเวง แต่พอเห็นกะลาตาเดียว ที่แกะเป็นรูปพระราหูที่แขวนเป็นประจำกายนางระเวง จึงไม่กล้าทำร้ายรีบหนีออกไป

อิทธฤทธิ์เพลงปี่พระอภัยฯ

       บันทึกเรื่อง ในเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ พระอภัยมณีเป่าปี่กี่ครั้ง การเป่าปี่ในเรื่องพระอภัยมณี ตามที่ปรากฏในสารบัญมี ๙ ครั้ง แต่เมื่อศึกษารายละเอียดในการเป่าปี่ตลอดทั้งเรื่องมีทั้งหมด ๑๓ ครั้ง เป็นพระอภัยมณีเป่าปี่ ๑๒ ครั้ง และ สินสมุทร เป่าปี่ ๑ ครั้ง

21-6388

       การเป่าปี่ครั้งที่ ๑ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๑ อยู่ในตอนที่ ๑ พระอภัยมณีกับศรีสุวรรณเรียนวิชา เล่ม ๑ หน้า ๑๐ พระอภัยมณีเป่าปี่ให้พราหมณ์สามนายฟั

       การเป่าปี่ครั้งที่ ๒ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของสินสมุทร ซึ่งเป็นบุตรพระอภัยมณี มีเพียงครั้งเดียวอยู่ในตอนที่ ๑๒ พระอภัยมณีกับศรีสุวรรณเรียนวิชา เล่ม ๒ หน้า ๑๓๙ พระอภัยมณีพบนางสุวรรณมาลี สินสมุทรเป่าปี่ให้ท้าวสิงหลฟัง

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๓ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๒ อยู่ในตอนที่ ๑๔ พระอภัยมณีเรือแตก เล่ม ๑ หน้า ๑๖๐ พระอภัยมณีเป่าปี่ นางผีเสื้อขาดใจตาย

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๔ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๓ อยู่ในตอนที่ ๑๗ พระอภัยมณีตีเมืองผลึก เล่ม ๑ หน้า ๓๕๑ – ๓๕๒ พระอภัยมณีเป่าปี่จับเจ้าละมานซึ่งมาตีเมืองผลึก

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๕ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๔ อยู่ในตอนที่ ๓๐ พระอภัยมณีตีเมืองใหม่ เล่ม ๑ หน้า ๔๑๗ – ๔๑๘ พระอภัยมณีเป่าปี่ห้ามทัพ

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๖,๗,และ ๘ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๕ ๖, และ ๗อยู่ใน ตอนที่ ๓๑ พระอภัยมณีเป่าปี่เรียกนางละเวง เล่ม ๑ หน้า ๔๒๓ พระอภัยมณีเป่าปี่เป่าปี่เรียกนางละเวง รวมเป่าปี่ทั้งหมด ๓ ครั้ง ในการเรียกนางละเวง

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๙ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๘ อยู่ในตอนที่ ๓๑ พระอภัยมณีเป่าปี่ปลุกทัพ เล่ม ๑ หน้า ๔๒๔ – ๔๒๕ พระอภัยมณีเป่าปี่ปลุกทัพ

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๑๐ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๙ อยู่ในตอนที่ ๓๕ พระอภัยมณีติดท้ายรถ เล่ม ๑ หน้า ๔๙๘ พระอภัยมณีเป่าปี่เพราะหลงอุบายนางยุพาผกาหลอกให้เป่าปี่สะกดทัพของตนเอง

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๑๑ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๑๐ อยู่ในตอนที่ ๔๔ กษัตริย์สามัคคี เล่ม ๒ หน้า ๑๗๐ พระอภัยมณีเป่าปี่เรียกนางละเวงและกองทัพทั้งหมด

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๑๒ ของเรื่องพระอภัยมณีเป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่๑๑อยู่ในตอนที่ ๖๑ สังฆราชบาทหลวงเผาเมืองลงกาเล่ม๒หน้า๔๕๖ พระอภัยมณีเป่าปี่จับวลายุดาวายุพัฒน์หัสกันได้

      การเป่าปี่ครั้งที่ ๑๓ ของเรื่องพระอภัยมณี เป็นการเป่าปี่ของพระอภัยมณีครั้งที่ ๑๑อยู่ในตอนที่ ๖๑ พระอภัยมณีเยี่ยมศพนางมณฑา(เมืองผลึก)เล่ม๓หน้า๖๕ พระอภัยมณีเป่าปี่ห้ามปลามิให้หนุนเรือ

อ้างอิง : บันทึกเรื่อง ในเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ พระอภัยมณีเป่าปี่กี่ครั้ง ของนางสาว กัญจนณัฐ ปัญญาลิขิตกุล

วานรสิบแปดมงกุฏ

      ในหนังสือ ” สำนวนไทย ” ของ ขุนวิจิตรมาตรา ( สง่า กาญจนาคพันธ์ ) เขียนไว้ว่า สิบแปดมงกุฎ นำมาใช้เป็นสำนวนในสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีนักเลงการพนันใหญ่ลือชื่อพวกหนึ่ง กล่าวกันว่า เป็นนักเลงชั้นยอด สักตามตัวเป็น วานรสิบแปดมงกุฏ จึงเรียกว่า สิบแปดมงกุฎ ตามเรื่องราวในรามเกียรติ์ จากนั้นถ้าใครเป็นนักเลงการพนันก็เลยเรียกว่า สิบแปดมงกุฎ

      ทุกวันนี้ สิบแปดมงกุฎ มิใช่สำนวนที่ใช้เรียกพวกนักเลงพนันเท่านั้น แต่ใช้เรียกพวกมิจฉาชีพทั้งหลาย เป็นสำนวนที่พบเห็นบ่อยมากตามสื่อมวลชนต่างๆ ซึ่งมีความหมายถึงพวกที่ยักยอก ต้มตุ๋น หลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อแล้วยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินผู้อื่นมาเป็นของตน

สิบแปดมงกุฎ

วานรสิบแปดมงกุฏ

      วานรสิบแปดมงกุฏ เป็น วานร (ลิง) ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ วานรเหล่านี้เป็นเทวดาที่จุติลงมาเป็นวานร และ มาเป็นทหารเอกในกองทัพของพระราม ผู้ซึ่งเป็นองค์พระนารายณ์อวตารลงมา และต้องไปอยู่ในป่าเป็นเวลา ๑๔ ปี เพื่อรักษาสัจจวาจาของพระราชบิดา คือ ท้าวทศรถ

       เมื่อพระมเหสีของพระราม คือ นางสีดา ถูกทศกัณฐ์ กษัตริย์เมืองลงกา ลักพาตัวไป พระรามต้องนำกองทัพติดตามไปรับนางสีดาคืนมา โดยมีหนุมานผู้นำเอา สุครีพ ซึ่งเป็นน้าชายมาถวายตัวพร้อมไพร่พลเมืองขีดขิน และท้าวมหาชมพูที่ยกกำลังพลเมืองชมพูให้เป็นทหารแห่งองค์พระราม วานรสิบแปดมงกุฏจึงเป็นกำลังพลในทัพขององค์พระราม ที่มาจากสองเมืองคือ เมืองขีดขินของสุครีพ และเมืองชมพูของท้าวมหาชมพู

          เมื่อนั้น ฝูงเทพเทวาน้อยใหญ่
ต่างทูลอาสาพระภูวไนย จะขอไปเป็นพลพระอวตาร
ล้างเหล่าอสุระพาลา ที่หยาบช้าเบียนทุกสถาน
พระราหูฤทธิไกรไชยชาญ เป็นทหารชื่อนิลปานัน
พระพินายนั้นเป็นนิลเอก พระพิเนกนั้นเป็นนิลขัน
พระเกษเป็นเสนีกุมิตัน พระอังคารเป็นวิสันตราวี
พระหิมพานต์จะเป็นโกมุท พระสมุทนิลราชกระบี่ศรี
พระเพลิงเป็นนิลนนมนตรี พระเสารีเป็นนิลพานร
พระศุกร์เป็นนิลปานัน พระพฤหัสมาสุนห์เกสร
พระพุฒเป็นสุรเสนฤทธิรอน พระจันทร์เป็นสัตพลี
วิรุณหกวิรุณปักสองตระกูล เป็นเกยูรมายูรกระบี่ศรี
เทวันวานรนอกนี้ บัญชีเจ็ดสิบสมุดตราฯ